Carnival Town

Round 'n' round
หมุนวก หมุนวน

Carousel
ไปบนม้าหมุน

Has got you under it's spell
เธอต้องอยู่ในมนต์สะกด

Moving so fast... but
เคลื่อนไหวรวดเร็ว... แต่

Going nowhere
เคลื่อนที่ไปไหนไม่

 

Up 'n' down
หมุนขึ้น หมุนลง

Ferris wheel
กับกรงชิงช้าสวรรค์

Tell me how does it feel
เธอรู้สึกอย่างไร

To be so high...
ขึ้นไปสูงเช่นนั้น...

Looking down here
ชายตา มอง ลงมา

 

 

Is it lonely? 
...Lonely?

 

 

Lonely.

Did the clown
คุณตัวตลก

Make you smile
ได้ทำให้คุณยิ้มหรือเปล่า

He was only your fool for a while
ก็แค่ความเขลาชั่วครั้งของคุณ

Now he's gone back home
เขากลับบ้านไปแล้ว

And left you wandering there
เหลือเพียงคุณ ที่ยังคงเดินวนเวียน ไร้จุดหมาย

 

 

Is it lonely? 
...Lonely?

 

 

 

 

 

 

 

 

Lonely.

 

โนโบรุ ไอประหลาด

กลิ่นไหม้ประหลาดตามหลอกหลอนผมมาสักระยะหนึ่งแล้ว
ราวกับว่ามีก้อนหมอกไอกลิ่นประหลาดนี้ลอยอยู่รอบหัวผมอยู่ตลอดเวลา

มันเริ่มจากตอนสายของวันนี้
เวลาประมาณสิบโมงครึ่งได้

ผมรู้สึกโล่งๆในท้องอย่างประหลาด ไม่ใช่หิว
แต่ก็อยากได้อะไรลงไปในช่องว่างนั้น

ผมเดินเข้าไปในครัว วางไข่สามฟองลงในหม้อ
เทน้ำก๊อกใส่ลงไป และตั้งบนเตา

 

เจ็ดนาที ผมกะเวลาไว้ประมาณนั้น
แค่พอไข่แดงข้างในเป็นยางมะตูมเนื้อชุ่ม

ผมหยิบฟองหนึ่งใส่ตู้เย็น
ตุนไว้เผื่อเวลาไหนอยากจะกินไข่ต้มเย็นๆจะได้คว้ามาตอกทันใจ

หลังจากที่ผมใส่ไข่ต้มสองฟองลงท้องไปนี่เองที่กลิ่นไหม้นี่เริ่มหลอกหลอน

 

จะเป็นเพราะว่าผมใช้ไฟแรงเกินไปหรือเปล่านะ
หรือว่าเพราะน้ำประปาที่ทำให้เกิดกลิ่นประหลาดนี้

แท้จริงแล้ว กลิ่นนี้อาจจะไม่ได้ออกมาจากไข่สองฟองนั้นด้วยซ้ำ
แต่ผมก็ไม่อาจนึกถึงเหตุอื่นได้อีกแล้ว

 

ประหลาด

 

หรือจะเป็นเพราะสายฝนที่พรั่งพรูบ้าคลั่งเมื่อตอนบ่าย
ที่พาเอากลิ่นประหลาดนี้มา

สองสามวันก่อนข่าวบอกว่าพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นอะไรสักอย่างกำลังขึ้นฝั่งที่ประเทศใกล้ๆ

หรือว่าจะเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นนี่เอง
ที่ทำให้จมูกผมต้องรับกรรม
รับกลิ่นประหลาดนี้มาครึ่งค่อนวัน

 

แต่ผมก็นึกหาเหตุผลให้ซูเปอร์ไต้ฝุ่นเป็นต้นเหตุของกลิ่นคล้ายกลิ่นไหม้นี่ไม่ได้
มันออกจะย้อนแย้งกันเกินไปด้วยซ้ำ ที่ลมที่พัดพาเอาอากาศเปียกชื้นมา จะพาเอากลิ่นแบบนี้มาด้วย

หลังจากไม่อาจหาที่มาของกลิ่นได้ ผมก็เลิกคิด
และเร่ิมหาวิธีกลบเกลื่อนไอกลิ่นนี้ออกไปจากตัวผมเสียที

ผมเริ่มจากกดขวดโลชั่นในห้องนอนมาป้ายใต้จมูก หวังว่ากลิ่นหอมของมันจะกลบไอกลิ่นประหลาดนี้ไปได้
เปล่าประโยชน์ กลิ่นของโลชั่นลอยขวางอยู่ได้ไม่ถึงนาทีกลิ่นประหลาดนั้นก็ลอยกลับเข้ามา

ผม ซึ่งสิ้นหวังกับกลิ่นประหลาดนี้แล้ว จึงล็อคอินเข้าเฟสบุค
บรรยายเอากลิ่นประหลาดนี้ออกมาเป็นถ้อยคำยืดยาว หวังว่าจะทำให้ผมนึกออกถึงตัวตนที่แท้จริงของมัน

ไม่ ผมนึกไม่ออกอยู่ดี

 

แต่กลิ่นหายไปแล้ว
มันอาจจะกระเด็นออกไปพร้อมๆกับการร่ายนิ้วลงบนคีย์บอร์ด หรือไหลไปตามคำที่ผมปั้นแต่งขึ้นมาเหล่านี้ก็ตามที
เอาเป็นว่า ถ้าคุณเริ่มได้กลิ่นอะไรแปลกแปลก หลังจากอ่านจบ

ผมก็ขออภัยไว้ล่วงหน้าเลยละกันนะครับ

 

สวัสดี

สหายคนที่สี่ และของหนึ่งชิ้น

"โจรสลัดบุกแล้ว!"คำโกหกมากมายพรั่งพรูสม่ำเสมอทุกเช้า ราวกับเสียงไก่ขันเรียกรับอรุณ

ส่วนตัวเขาเองนั้น แน่นอนโจรสลัดคือสิ่งที่เขาฝันใฝ่ว่าสักวันจะเป็น
สักวันจะทำได้ สักวันในอนาคตอันใกล้นี่แหละ แต่ไม่ใช่วันนี้แค่นั้นเอง

การมองโลกในแง่ดีแบบเด็กๆ ก็ดี ตรงที่ช่วยให้เราต่อยอดจินตนาการส่วนตัว
ทำให้ภาพของสิ่งที่เราลึกลึกแล้วต้องการจะเป็น ชัดเจนราวกับอยู่ตรงหน้า

แล้วก็หวังอย่างยิ่ง ว่าสิ่งที่เราเห็นนี่แหละ
จะสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ที่น่าเบื่อ ให้กลับมาดูคึกคักได้

.

"ฉันจะเป็นเจ้าแห่งโจรสลัด" เด็กคนนี้ก็เหมือนกัน มีความฝันที่ชัดเจน และบ้าบิ่น
แต่เขาสะสมฝึกฝนฝืมืออย่างไม่ย่อท้อทุกวัน เวลาผ่าน

 

 

 

 

ความฝันไม่ได้ทำให้เขาเติบโตแค่สิ่งที่เขาเห็น แต่เติบโต ในสิ่งที่เขาเป็น
เขาพายเรือ ออกไปที่ทะเล

.

thanks a lot

ขอบคุณพระพุทธเจ้าที่ทำ ศาสนาออกมาเป็น opensource
ทำให้มนุษยชาติสามารถลดต้นทุนเรื่องค่าซอฟต์แวร์ และ operating system ลงไปได้มากมายทีเดียว

แม้อาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อเองอีกมากก็เถอะ เพราะสุดท้ายแล้ว hardware ที่เรามีก็แค่ร่างกายที่แก่ลงอยู่ทุกวัน
ประกอบกับ user interface ของสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปเร็วเสียจน หลงลืมกันได้ง่ายง่ายว่าอะไรสำคัญ

สุดท้ายนี้หวังว่าก่อนที่ค่าใช้จ่ายที่เป็นช่องว่างระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น ที่ก็คงมีจำกัดของเราจะหมดลง
เราเองก็จะสร้างอะไรลงไปใน community ที่เป็น opensource ของโลกนี้ได้บ้างเช่นกัน

PERSONAL REALITY

ก่อนที่จะปล่อยให้เสียงไร้ความหมายสั่นผ่านห้วงอากาศออกไป เธอหลับตา

.

ต่าง กับสื่อเคลื่อนไหวบนจอภาพไม่นิ่ง
ผมจ้องมองช่องภาพบนกระดาษนี้เนิ่นนานเป็นนาทีก็ได้
วินาทีที่เธอหลับตา

ยอดเยี่ยมจริงจริง

.

ภาพบางอย่างเกิดขึ้นในจิตใจของเธอ
ภาพที่เธอสร้างขึ้น จากเสียงที่เธอกำลังจะสร้างขึ้น
เสียงที่เธอใช้เวลามากมายทำความเข้าใจ ไล่ฟังเรียงเล่น ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

ภาพของเสียงที่จะไม่มีวันถูกถ่ายทอดออกไปเป็นภาพ

.

แล้วเธอก็เปล่งเสียง

And birds go flying at the speed of sound,
to show you how it all began.

วิถีสุขสันต์

' ดวงอาทิตย์ โผล่ขึ้นมา,
ไร้ซึ่งข้อสรุปใดใดดอกไม้ยังคงนอนนิ่งในเตียงนุ่ม
เมืองค่อยค่อยฮัมเสียงแผ่วดั่งสุสาน
ผมตาสว่าง,

เช้าแล้ว'

 

 

เขาเขียนถึงวันเวลาที่ผ่านไป
และดูเหมือนจะหมกมุ่นกับมัน

เขาพูดถึงองค์ประกอบที่ทำให้ชีวิตตั้งอยู่เหนือความทุกข์ ยา หญิง ครอบครัว
เขาพูดถึงจำนวนผู้เสียชีวิตในหน้าหนังสือพิมพ์ และชายที่พบว่าท่อระบายน้ำ
บางทีก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการนอน

เขายังคงเผชิญหน้ากับนาฬิกา เข็มวินาทีตวัดกวนส้น
ราวกับจะแลบลิ้นล้อเลียน เขาดื่ม เขาหายใจ เขาเขียน เขาร้อง จิตใจวิ่งไป แข่งกับความปรารถนา
แต่สุดท้ายก็ตามไม่ทันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ดี

เขาเลยได้แต่หวังว่า มันคงไม่ฟังดูต่อต้านสังคมเกินไป
ถ้าจะขอพูดให้ลองคิดดูถึงสิ่งที่ประวัติศาสตร์ได้มอบให้กับมนุษย์สมัยใหม่
โทรศัพท์คุยกับคนแปลกหน้า ปืนกล และ เลนส์กล้อง!

เพราะงั้น ถ้าหากคุณได้รับคำชวนให้เข้าร่วมสงคราม
ที่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อความเชื่อห่าอะไรเลย
อย่างน้อย ก็น่าจะร่วมกับฝ่ายที่มันจะชนะล่ะวะ!

ไม่มีใครแน่ใจเท่าไร ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง
แต่เราจะทำให้พวกนั้นแน่ใจได้เลยว่าเรื่องแม่งจะจบลงยังไง
ว่ะ ฮ่า ฮ่า หึหึหึหึ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า

 

เอ่อ จริงจริงแล้ว ผมน่าจะได้เป็นนักร้องดัง
ถ้าผมมีเสียงเหมือนคนอื่นเขาอ่ะนะ
แต่เสียงของความผิดพลาดแม่งสดกว่าเสมอ
เพราะงั้นช่างแม่งประลัย ละเลง!

 

 

 

' ดวงอาทิตย์ โผล่ขึ้นมา,
ไร้ซึ่งข้อสรุปใดใด
ดอกไม้ยังคงนอนนิ่งในเตียงนุ่ม
เมืองค่อยค่อยฮัมเสียงแผ่วดั่งสุสาน
ผมตาสว่าง,

เช้าแล้ว'

ศาสตร์

แห่งการถ่ายเท
อยู่ระหว่างเสียงหนึ่ง
สู่เสียงหนึ่ง
ระหว่างสีหนึ่ง
สู่สีหนึ่ง
ระหว่างองค์ประกอบหนึ่ง
สู่องค์ประกอบหนึ่ง

ระหว่างนั้นที่เวลาเคลื่อนไหว
เราใส่ความรู้สึกเข้าไป

การถ่ายเทสุดสามัญเรียงร้อยกันเป็นชุด
สร้างที่ว่างที่จะเคลื่อนไหวคุณออกจากโลกเดิมที่คุณเคยอยู่นั้น

ตลอดไป

If it kills me

อย่าฆ่าความรู้สึก
แม้ความรู้สึกนั้นจะกำลังฆ่าเราเพราะส่วนหนึ่งของเราจะตายไปกับมันด้วย
แต่ให้ถ่ายเทความรู้สึกนั้นออกมา
ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเราเอง

เราร้องเพลง
คุณอาจจะวาดภาพ
เธออาจจะเต้นรำ
มันอาจจะเห่า
เขาอาจจะวิ่ง

อะไรก็ได้
แต่อย่าฆ่าความรู้สึก
แม้ความรู้สึกนั้นจะกำลังฆ่าเรา

เพราะส่วนหนึ่งของเราจะตายไปกับมันด้วย

(Case 1) ชาติภพ ความฝัน ความตาย

กรณีเปรียบเทียบระหว่าง ลุงบุญมีระลึกชาติ และ Inception(Spoiler Alert)

ในกฏของโลก Inception การจะหลุดออกจากความฝัน สามารถกระทำได้ด้วยการตาย Layers ของความฝันสามารถเข้าไปลึกได้ประมาณนึง ก่อนที่จะหลง และไม่สามารถย้อนตื่นกลับขึ้นมาได้อีก (ในเรื่องลึกสุดห้าชั้นจนพบ Limbo ทั้งไซโตะและพระเอกก็เอ๋อรับประทานกันแล้ว)

.

ในหนังสือของ Richard Feynman นักฟิสิกส์ชื่อดัง เคยเล่าถึงประสบการณ์การเข้าไปใน lucid dream ของเขา lucid dream หรือการฝัน โดยพกพาเอาสติเข้าไปในความฝันด้วย คือในฝันรู้ตัวว่าฝัน เขาเล่าว่าการตื่นจากความฝันนั้น เมื่ออยู่ในความฝันจะน่ากลัวมาก ฟังดูไร้สาระ แต่เขาว่ามันน่ากลัวจริงๆ เหมือนกับว่า ไม่รู้ว่าเราจะตื่นขึ้นมาจริงๆหรือเปล่า อะไรอย่างนั้น

.

เปรียบเทียบกับในกรณีของ Inception ความกลัวที่จะตื่นจากความฝัน ก็อาจจะคล้ายกับการที่เรากลัวความตายนั่นเอง การมีอยู่ของเราสำคัญเท่าไร เราดิ้นรน ตื่นกลัว เพื่อที่จะรักษาตัวตนของเราไว้ เพื่อที่จะไม่ตาย เพื่อที่จะตื่นกลับไปที่ layer เดิม ผมว่าตรงนี้แหละ ที่การที่เราพยายามจะทำภารกิจในระดับขั้นของความฝัน แบบใน Inception นั้น ก็คงคล้ายๆกับการระลึกชาติได้เหมือนกัน แต่เป็นแบบที่เวิ่นเว้อกว่าหน่อย เหมือนเราพกกิเลสมาจากชาติที่แล้ว อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไร ก็มาสนองกันในชาตินี้

.

แต่ลุงบุญมีต่างจากนั้นมากนัก เขาจะตาย เขารู้ เขามองเห็น layer บนที่เขาจากมา แต่ส่วนนั้น ขาด จากชีวิตเขาในปัจจุบันสิ้นเชิง เขาไม่ได้พกตัวตน อีโก้ ความทรงจำ จุดหมาย หรือโทเทม อะไรไปเลยระหว่างสอง layer นั้น

เขามีอยู่ และเขาดับไป และเขาอาจเกิดใหม่ (หรือตื่นขึ้นมาใหม่?)

 

ความกลัวในความตาย และการตื่น ประสบการณ์สามัญของชีวิตมนุษย์

just that one takes a day, another one takes a life.

(Prelude) Journey to the end of Uncle Boonmee

เพิ่งจะได้เข้าไปนั่งในโรงภาพยนตร์บนห้างหรู เพื่อดูหนังเรื่องนี้ที่จริงๆแล้วเหมาะกับลิโด้ สกาล่ามากกว่ามาเสียที ตามที่หลายคนมักจะพูดล่ะ หนังเจ้ย "ต้องปีนบันไดดู" "ดูยากเหลือเกิน" "อาร์ทเกินว่ะ" เราเคยหลับเกือบทั้งเรื่องในสัตว์ประหลาด ตอนปีหนึ่งที่ลิโด้ ก็พอเข้าใจเรื่องเหล่านั้นเป็นอย่างดี

.

ทีนี้ช่วงนี้เราจะได้พูดคุยกับเพื่อนหลายคน อย่างไอ้แห้ว หรือไอ้บิ๊ก ในวงเบียร์ เกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนา เรื่องว่าหลักธรรมพวกนั้นมันหมายความว่าอย่างไร ก็พบว่าไอ้ที่เรียนไปตอนเด็กๆ จะไม่เข้าใจก็ไม่แปลก ก็เพราะตอนนั้นยังไม่เคยเห็นชีวิตอย่างที่มันเป็นเลย

แล้วทีนี้ถ้าเรามามองมันอีกทีตอนนี้เราเห็นอะไร

"มีสติก็พอแล้วว่ะ" แห้วว่า ทุกหลักธรรมมันแค่สอนว่าอะไรดีไม่ดี แต่จะใช้หลักพวกนั้นได้ ก็ต้องมีสติ

.

เราพกสติเข้าไปในโรงหนังประมาณนึง เท่าที่พอมีได้ โชคดีว่าชีวิตฟรีแลนซ์จนจน ทำให้ตารางเวลามั่วซั่วของเราได้พบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ประมาณนึงเลยทีเดียว เช่นการตื่นขึ้นมาในสภาพสติเต็มร้อย นอนอิ่ม ในเวลาตอนเย็น และตรงไปดูหนังเจ้ย ส่วนหนึ่งก็เพราะผมโทรไปที่เอสเอฟ เพื่อถามว่าหนังจะยืนโรงอีกนานไหม และคำตอบคือ ต้องดูว่าถ้าพรุ่งนี้ผู้จัดการสาขาจัดตารางให้มี ก็จะมีไปอีกหนึ่งสัปดาห์ หรือถ้าไม่มี ก็ไม่มีแล้ว

ห่ะ, ผมไม่อยากพลาดประสบการณ์ดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนังจริงๆ เพราะจากบทสัมภาษณ์พี่เจ้ยใน way เล่มล่าสุด เขาบอก ให้เขาดูดีวีดีหนังตัวเองเขาก็หลับเหมือนกัน (ฮา) ผมไม่อยากจะพลาดประสบการณ์การเข้าไปเดินทางทางความคิดไปกับหนังของพี่เขาในโรงหนัง

ประสบการณ์ที่ประทับใจคนภาพยนตร์ที่อีกฝั่งหนึ่งของโลก และดูเหมือนจะไม่ค่อยประทับใจคนฝั่งนี้เท่าไรนัก

เลยต้องเด้งตัวจากเตียง เรียกมอไซค์รับจ้าง บึ่งไปถึงโรงหนังอย่างรวดเร็ว

.

ประสบการณ์การดู ลุงบุญมีระลึกชาติ ของผม จึงน่าจะเรียกได้ว่าโตขึ้นกว่าสมัยตอนดูสัตว์ประหลาดเยอะ หนึ่ง ผมไม่หลับ สอง ผมรู้แล้ว ว่าภาพบนจอ และเสียงจากลำโพง ไม่ใช่ทุกอย่างที่หนังเรื่องนี้ต้องการให้เราดู อีกสิ่งที่หนังเรื่องนี้จะพาเราไปดู

ก็คือในจิตใจของเราเอง

ในฉากที่กล้องแช่นานขนาดนั้น คุณจดจ้องภาพบนจอนั้นตลอดได้จริงๆหรือ สติของคุณอยู่ที่ภาพที่คุณเห็นจริงๆหรือ ถ้าใช่ คุณก็ไม่น่าหลับ คุณอาจจะเบื่อ อาจจะเดินออกจากโรง แต่ก็ไม่่น่าหลับ

ก่อนที่จะหลับ ความคิดของเราจะเร่ิมกระเจิดกระเจิง หรือแบบที่เรียกว่าสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวน่ะแหละ ยิ่งกับมนุษย์ยุคดิจิตอล ที่กลับมาถึงบ้าน ก็อัพข้อความขึ้นเฟสบุคทันที ไม่ต้องมาเขียนดินสอ แก้คำด้วยยางลบอย่างเรา หรือเรียกง่ายๆว่าสมาธิสั้นเนี่ย ไม่ต้องพูดถึง ฉากแช่กล้อง เรียกได้เลยว่า เป็นฉากที่ความคิดของเรากระโดดไปมาสนุกสนานเป็นที่สุด

แน่นอน, เหล่านี้เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล เราคงไม่มีทางรู้หรอกว่าทิม เบอร์ตันคิดอะไรตอนดูลุงบุญมีในคานส์

เรา คนที่สติยังไม่แข็งแรงนัก ก็สนุกไปกับการนั่งมองมันกระโดดไปมา นึกถึงที่ปลาเคยเล่าให้ฟังว่า ถ้าเรารู้แล้วว่ามันจะกระโดดออกจากสิ่งที่ตั้งใจ ก็อย่าไปพยายามตั้งใจระงับมัน ให้แค่รู้ว่ามันมีขึ้นมา แล้วก็ปล่อยมันไป จริงมากๆ ยิ่งเราพยายามตั้งใจ รู้ตัวว่าเราไม่มีสมาธิ และพยายามเรียกสมาธิกลับมากเท่าไร ก็จะกลายเป็นว่าเรายิ่งเสียสมาธิจากสิ่งตรงหน้าไปกับการพยายามเรียกสมาธินั้นกลับคืนมาเท่านั้น

แค่วางลง

.

สติที่หลุดล่องไปของผม พาไปเที่ยวที่ต่างๆมากมาย ในฐานะที่ดูหนังเรื่องนี้หลังจาก inception จึงช่วยไม่ได้ที่ผมจะมีกรณีเปรียบเทียบมากมายระหว่างสองเรื่องนี้

ก็อะไรประมาณนี้แหละที่จิตใจของผมเตลิดไปมาระหว่างที่ดูลุงบุญมีระลึกชาติในโรงหนังเมื่อสักครู่

 

ต่อจากนี้จะเป็นกรณีเปรียบเทียบที่ผมยังเพิ่งพิมพ์ก็จริง แต่ผมคิดออก (realize) ตั้งแต่ระหว่างที่ดูลุงบุญมีอยู่นี่เอง

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

ฝน ฟ้าใส

ฝนกับฟ้าใสเป็นเพื่อนกันความเป็นเพื่อนของเธอสองคน เป็นเรื่องราวที่จะว่าไปก็แปลกนิดนิด แต่ก็อาจจะธรรมดาก็ได้ ไม่รู้สิ

คุณเคยไหม เพื่อนที่เคมีถูกกัน พูดคุยกันไม่กี่ทีก็เหมือนรู้จักกันมานาน กับเพื่อนแบบนี้ นานนานน เราจะได้เจอกันสักที เจอทีก็พูดคุยสัพเพเหระได้หมดไส้พุง ความคิดคล้ายกัน แลกเปลี่ยนมุมมองได้ทั้งวัน แล้วหลังจากนั้นก็เก็บบทสนทนาไปคิดถึงได้อีกนาน

สองคนนี้เป็นแบบนั้นแหละ เวลาพวกเธอเจอกันทีไร

สนุก, จนมีเส้นแสงเจ็ดสีพาดขึ้นบนท้องฟ้า

hanabi

เขารักเธอมาก เขารักเพื่อนเก่าคนนั้นมากเช่นกัน เขาจึงจุดไฟทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก บนหน้าปัดนาฬิกาของคนอื่น แต่สำหรับเขามันเนิ่นนานไฟวิ่งไล่จากปลายเชือกมุ่งตรงมาหาเขาไฟที่ชวนให้วิ่งหนีไปให้พ้น หนีเอาชีวิตรอดเขาไม่

ไฟแผดเผาเขา

เขาระเบิดออกจากปากกระบอก ลอยตัวขึ้นสูง

เขามองกลับลงมายังภาพของคนที่เขารัก วินาทีนี้เองที่ความกลัวทำหน้าที่ของมัน

อย่าเลย อย่าเลย อย่าเลย

 

ภาพของรอยยิ้มที่เขาจะไม่มีวันเห็น กลบเสียงความกลัวหมดสิ้น

 

 

 

 

 

ตูม

 

 

 

 

 

 

 

สวยงามเหลือเกิน

ตู้เย็นประหยัดพลังงาน

ตู้เย็นบางตู้ ขยันหมั่นแช่ช่องแช่เย็น มันแช่เย็น ช่องแช่แข็ง มันแช่แข็ง แช่ไม่เลือกหน้า จนไอนำ้เกาะช่องแช่แข็งเกิดน้ำแข็งพอกพูนหนา

.

ตู้เย็นบางตู้ สะดวกสบาย แช่แข็งไปสักพัก น้ำแข็งยังไม่ทันจะเร่ิมจับ ระบบอัตโนมัติะลายน้ำแข็งด้วยตัวเอง สม่ำเสมอ ไม่สนว่าน้ำแข็งจะเกาะหรือยัง ทำงานซ้ำซ้ำไม่ได้คิดว่า การใช้พลังงานเดี๋ยวแช่เดี๋ยวละลายมันเปลืองพลังงานเท่าไร

.

ตู้เย็นประหยัดพลังงานต่างไป มันแช่ไม่ลืมหูลืมตาเหมือนตู้แรก แต่พอถึงเวลาที่น้ำแข็งเร่ิมเกาะหนา เจ้าของที่ใส่ใจจะมองเห็น และเมื่อนั้นจึงค่อยกดปุ่มละลายน้ำแข็ง

.

อาา แล้วสุดท้าย ระบบที่ประหยัดพลังงานที่สุด

ก็คือการใส่ใจนี่เอง

m i l e s t o n e

หลักไมล์ การเดินทาง ไกล เส้นทางหลายหลาก ลืม กลับมาที่เดิม รู้ ?

ใช้เวลากับมัน นาน อยากจำความหมาย ไว้ ถ้าวนกลับมาพบกัน เข้าใจ

ภาพของเวลาสลัวเร็ว รัว มือคว้าได้เพียงอากาศ เปล่า ดาวยังคงนำ ทาง

. . .

จุดนำพาตัวเอง ย้ำซ้ำเป็นเส้น ผ่านเวลา เราลากเส้นวาดภาพตัวเองด้วยวิธีเดียวกัน

ทุกขณะเวลา

ว ง - ล ม

I want to live in the center of a circleI want to live on the side of a square

ตรงกลางของวงกลม ด้านข้างของสี่เหลี่ยม

.

คุณเคยมีคำถามไหมว่า ทำไมวงดนตรี ต้องใช้คำว่าวงดนตรี ทำไมไม่เรียกคณะดนตรี เหมือนที่เรียกคณะตลก และกลับกัน, ทำไมไม่เรียกวงตลก แบบที่เรียกวงดนตรี

คำว่าคณะกับวง ต่างกันอย่างไร ?

.

คณะ ถ้าจะให้คิดเป็นภาพ ก็คงคล้ายกลุ่มของจุด หลากหลายจุด กระจุกใกล้ ในระยะห่างที่ไม่ห่างกันเกินไปนัก เกิดเป็นกลุ่่ม เป็นหมู่คณะ กลุ่มผู้ชิดใกล้

วง ต่างออกไป มีรูปทรง การจัดวางวาดเป็นไดอะแกรมได้ชัดเจนกว่า จุดเหล่านั้นรวมตัวกัน สร้างภาพของเส้นรอบวงโค้ง รอบอะไรบางอย่าง โดยทุกจุดมีระยะห่างจากจุดศูนย์กลางนั้นเท่าเท่ากัน

.

ตอนที่เข้ามาในคณะสถาปัตย์ ผมก็ตั้งใจว่าผมจะเจอจุดที่จะช่วยผมวาดวงแบบนั้น หมุนรอบอะไรบางอย่างคล้ายคล้ายกัน ซึ่งก็คงเป็นดนตรีนั่นเองที่ผมหวังไว้

เสียดาย และแปลกดี ทึ่เหล่านั้น เหมือนเคยเกือบจะจริง และจู่จู่ก็หายไป อาจเพราะอะไรมากมาย เหตุผลก็ไม่สำคัญเท่าไรบางที เพราะ ณ ปัจจุบัน มันก็แค่กลายเป็นไปแบบนั้นไปแล้ว

.

I refuse to believe That my life's gonna be Just some string of incompletes

.

แต่มองให้ดี วงกลมก็เป็นแค่รูปแบบ และจุดมากมายที่เราพบอาจจะไม่ได้มารวมกันเพราะจุดศูนย์กลางเดียวกับที่เราต้องการให้เป็น

หากเราเลิกยึดติดกับจุดศูนย์กลางของ 'วง' ที่เราอยากได้ เราก็อาจจะเห็นวงมากมายที่อยู่รอบตัวเรา

.

เพราะงั้นเราจึงหมุนเร็วขึ้น และเร็วขึ้น ในวงกลมที่เราสังกัดอยู่ใน

เพื่อสดับ ลมขับขาน

So I'll start a revolution from my bed.

ผมโง่ และไม่ได้อยู่ฝ่ายใคร เพราะไม่ได้มีผลประโยชน์กับผมสักคน ทักษิณกลับมาเป็นรัฐบาลก็ได้ อภิสิทธิ์ก็ได้ หรือสนธิลิ้มจะโดนเลือกตั้งขึ้นมาก็ได้ ขอหน่อยว่าเป็นประชาธิปไตยละกัน หรือจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ กลับไปเป็นพ่อปกครองลูก ก็เหอะ

ผมคิดยังไงไม่สำคัญ เพราะทำอะไรไม่ได้นอกจากคิด

ในวันที่เขายิงกัน ผมอยู่บ้านเล่นเฟสบุคและฟังเพลงที่ผมชอบ และคิดใคร่นำเสนอโร้ดแมพของผมสู่สันติภาพส่วนตน ด้วยเพลลิสสามเพลงต่อไปนี้

 

. - 1 - Belief http://www.youtube.com/watch?v=WEgUUTkqRRQ

ก่อนอื่นเลิกฆ่ากัน เพราะความเชื่อ ไม่ว่าคุณจะเชื่ออะไร นับถือใคร ระบบไหน ไม่ว่าจะฆ่ากันด้วยการลั่นไกปืนด้วยมือตัวเอง มือคนอื่น หรือไกปืนทางความคิด

การฆ่ากันไม่ใช่คำตอบ

ขยายความในส่วนนี้ขออนุญาติอ้างอิงให้ไปอ่านลิ้งค์ของใหม่

http://www.facebook.com/note.php?note_id=397830714025&ref=mf

.

Is there anyone who Ever remembers changing their mind from The paint on a sign? Is there anyone who really recalls Ever breaking rank at all For something someone yelled real loud one time

Everyone believes In how they think it ought to be Everyone believes And they're not going easily

Belief is a beautiful armor But makes for the heaviest sword Like punching under water You never can hit who you're trying for

Some need the exhibition And some have to know they tried It's the chemical weapon For the war that's raging on inside

Everyone believes From emptiness to everything Everyone believes And no one's going quietly

We're never gonna win the world We're never gonna stop the war We're never gonna beat this If belief is what we're fighting for

What puts a hundred thousand children in the sand Belief can

Belief can

What puts the folded flag inside his mother's hand Belief can

 

Belief can

 

.

- 2 - Bold As Love http://www.youtube.com/watch?v=DuajHTR2_VE ไม่เชื่อแล้วทำอะไร

รักกันหน่อยดีไหม ?

.

Anger he smiles towering in shiny metallic purple armor Queen Jealousy, envy waits behind him Her fiery green gown sneers at the grassy ground Blue are the life-giving waters taken for granted They quietly understand The once happy turquoise armies lay opposite ready But wonder why the fight is on

But they're all bold as love Yeah, they're all bold as love They're all bold as love Just ask the axis

My red is so confident that he flashes Trophies of war and ribbons of euphoria Orange is young, full of daring But very unsteady for the first go around My yellow in this case is not so mellow In fact I'm trying to say it's frightened like me And all these emotions of mine keep holding me from Giving my life to a rainbow like you

I'm bold, bold as love Yeah I'm bold, bold as love I'm bold, bold as love Just ask the axis Yeah he knows, he knows everything

I'm bold,

 

bold as love

 

.

- 3 - Waiting On The World To Change  http://www.youtube.com/watch?v=wqhQPrmSkJY

สุดท้าย

นี่ไม่ใช่เวลาของผม หรือคนรุ่นผม ที่จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอะไร ปล่อยให้คนที่เขามีผลประโยชน์ข้างบน มืดๆ เทาๆ เขาเดินหมากฆ่าฟันกันไป หน้าที่ผมคือเรียนรู้สถานการณ์นี้

เพื่อให้แน่ใจ ว่าเราเรียนรู้มันจริงๆ และหวัง

ว่าเราจะไม่โง่พอจะผิดซ้ำรอยอีก

.

Me and all my friends We're all misunderstood They say we stand for nothing and There's no way we ever could

Now we see everything that's going wrong With the world and those who lead it We just feel like we don't have the means To rise above and beat it So we keep waiting Waiting on the world to change We keep on waiting Waiting on the world to change

It's hard to beat the system When we're standing at a distance So we keep waiting Waiting on the world to change

Now if we had the power To bring our neighbors home from war They would have never missed a Christmas No more ribbons on their door And when you trust your television What you get is what you got Cause when they own the information, oh They can bend it all they want

That's why we're waiting Waiting on the world to change We keep on waiting Waiting on the world to change

It's not that we don't care, We just know that the fight ain't fair So we keep on waiting Waiting on the world to change

And we're still waiting Waiting on the world to change We keep on waiting waiting on the world to change One day our generation Is gonna rule the population So we keep on waiting Waiting on the world to change

We keep on waiting

 

Waiting on the world to change

 

.

d o s e d

เสพติด I got dosed by you and,

ยา วัตถุ สื่อ ซีรี่ เฟสบุค ความรัก ความฝัน ความทุกข์

Closer than most to you and,

ไม่ใช่แค่สิ่งที่มีความหมายลบ แต่สิ่งที่มีความหมายบวกเองก็สามารถถูกเสพติด ผมตีความเอาเอง การเสพติดนั้น ก็คงคล้ายๆ การยึดติด ในช่วงเวลาที่มีอยู่นั้นอาจจะ ไม่สามารถ รู้สึกถึง หรือมองเห็น การเสพติดนี้อย่างชัดเจน

What am I supposed to do,

แต่จะเด่นชัด เมื่อเราขาดมัน

Take it away, I never had it anyway,

ทุรนทุราย ต้องการอีก และอาจไม่เคยพอ

Take it away, And everything will be okay...

 

.

คำถามคือ ถ้าเช่นนั้นจะพูดได้ว่า เราเสพติด 'ชีวิต' กันหรือเปล่า

In you a star is born and,

ชีวิตเป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะ แต่ละชีวิตล้วนแตกต่าง ไม่มากก็น้อย และไม่อาจแทนกันได้

You cut a perfect form and,

ยิ่งกับชีวิตที่มีความหมายกับเรา ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ต้นใหญ่ที่คุ้นเคย หมาที่โตมาด้วยกัน หรือว่ามนุษย์ด้วยกันที่เคยอยู่ร่วมผ่านเวลาด้วยกัน

Someone forever warm,

ยิ่งใกล้ชิด ยิ่งมีความหมาย ก็คล้าย ยิ่งเสพติด

Lay on, lay on, lay on, lay on,

หากจิตใจเราไม่ผูกพันยึดติด ก็คงไม่ต้องทุกข์ทุรนทุราย กับชีวิตเหล่านั้น ใช่ไหม

Lay on, lay on, lay on, lay on...

แค่หากเราเพียงผ่านพบ หาผูกพันไม่ ความเศร้าโศกเหล่านั้นก็จะไม่กล้ำกลายมาถึงตัวเรา

 

เท่านั้นเอง

. .

 

 

.

Way upon the mountain where she died,

All I ever wanted was your life,

Deep inside the canyon I can't hide,

All I ever wanted was your life...

 

.

อาจจะใช่ แต่แล้วอย่างไร จะเรียกเหล่านั้นว่าชีวิต และเรียกตัวเองว่ามนุษย์หรือ ?

ผมพอจะเข้าใจ ทุกสิ่่งมาและไป แต่ผมว่าผมยินดีจะทรมานบ้าง กับการผูกพัน และคิดถึงชีวิตเหล่านั้น ที่ร่วมผ่าน

ทรมานกับการจากไป เพื่อเฉลิมฉลอง

กับสิ่ง ที่ยังเหลืออยู่

 

 

 

.

แด่ เพลงที่หวานที่สุดเพลงหนึ่ง ทั้ง lyrically และ musically Dosed - Red Hot Chili Peppers

http://www.youtube.com/watch?v=eYkgeDReTtk

I got dosed by you and, Closer than most to you and, What am I supposed to do, Take it away, I never had it anyway, Take it away, And everything will be okay...

In you a star is born and, You cut a perfect form and, Someone forever warm, Lay on, lay on, lay on, lay on, Lay on, lay on, lay on, lay on...

Way upon the mountain where she died, All I ever wanted was your life, Deep inside the canyon I can't hide, All I ever wanted was your life...

Show love with no remorse and, Climb on to your seahorse and, This ride is right on course, This is the way, I wanted it to be with you, This is the way, I knew that it would be with you, Lay on, lay on, lay on, lay on, Lay on, lay on, lay on, lay on...

Way upon the mountain where she died, All I ever wanted was your life, Deep inside the canyon I can't hide, All I ever wanted was your life...

I got dosed by you and, Closer than most to you and, What am I supposed to do, Take it away, I never had it anyway, Take it away, And everything will be okay...

Way upon the mountain where she died, All I ever wanted was your life, Deep inside the canyon I can't hide, All I ever wanted was your life...

ว า ง

งูพิษทั้งสามตัว พันนัวเนียเต็มรอบกาย คล้ายเป็นหนึ่งเดียวกันกับตัวผม เสมอมาในห้องที่ถ้าไม่เคยลืมตาก็จะไม่เห็น ไม่เคยฟังก็จะไม่ได้ยิน ไม่เคยดมก็จะไม่ได้กลิ่น และถ้าไม่เคยรู้ ก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าอยู่ในนั้นเสมอมา

พอผมรู้ว่าห้องนั้นมีอยู่ และลืมตา งูทั้งสามก็ดูจะถอยตัวออกห่าง ผมเองก็ถอยออกห่าง ด้วยความระแวงในดวงตาเท่าเท่ากัน ไม่แปลก เพราะแท้จริง งูทั้งสามและผมก็เป็นหนึ่งเดียวกันตลอดมา

 

.

รูปทรงอาจหลากหลาย หากเรายินดีกับมัน มันก็อาจจะเป็นหมอน อาจจะเป็นไอโฟน หรืออาจจะเป็นสาวสวย แต่ถ้าเรามองมันให้ดีอีกครั้ง คราวนี้มองว่ามันเป็นงูพิษ ดูว่ามันจริงไหมแค่ไหน

ในห้องสมมุติที่มีแค่ผม ผมจึงเป็นเพียงหนึ่ง เป็นดั่งเดอะวัน นีโอในห้องส่วนตัว แมททริกซ์เล็กๆของผมคนเดียว

ห้องนี้ไม่เคยอยู่นิ่ง มันเคลื่อนไหวไปตามเวลา กระแสเวลา กระแสชีวิต ดั่งกระแสลม พัดพาสิ่งนั้น และสิ่งนี้ เข้ามา ออกไป

งูเหล่านี้เติบโตได้จากการกินส่ิงเหล่านี้นี่เอง

 

.

ว่าแล้วงูตัวแรกก็ยิงยาพิษพุ่งเป็นกระสุนเข้ามา 'ชัยชนะ' 'ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นไปได้'

งูตัวที่สองยิงระดมเสริม 'ความพ่ายแพ้' 'รางวัลอันยิ่งใหญ่'

งูตัวที่สามเองก็ไม่ยอมแพ้ 'เสียเวลา' 'ไร้ค่า' 'เปล่าประโยชน์'

ผมโดนยิง ผมเจ็บ

 

.

เพราะผูกพันเหลือเกินกับเวลาที่เน่ินนานที่ให้ไป จึงทำให้สับสนเหลือเกินเมื่อเจอกับความจริง

แต่รู้อะไรไหม

ของเหล่านั้น ไม่ใช่ของผม ไม่เคยใช่

ก็ใครกันที่จะชี้ถูกผิด กรรมการ รางวัล ความสำเร็จ

อดีต ?

 

.

ความเชื่อมั่น จิตใจ ความพยายาม

เวลา ?

 

.

ผมวางกระสุนเหล่านั้นลง

มันไม่ใช่ของผม

อะไรเกิดขึ้นแล้วดีเสมอ

อะไรเกิดขึ้นแล้วดีเสมอWhatever has happened, it's good enough.

ผมเจอประโยคนี้ครั้งแรกเมื่ออยู่ปีสองในมหาวิทยาลัย สำหรับมนุษย์เช่นผมในเวลานั้นซึ่งอยู่ในอาการ nostalgic ขั้นเรื้อรัง ประโยคนี้มันฟังดูมีอะไรตั้งแต่แรกเห็น คำภาษาอังกฤษประโยคนี้ถูกเขียนตัวใหญ่อยู่บนกระดาษปูโต๊ะดราฟ ความสูงตัวอักษรสักสามถึงสี่เซนติเมตร ผมไม่รู้ใครคือเจ้าของเดิมของมัน มันเป็นโต๊ะไม้โครงสร้างเหล็กน้อยโต๊ะที่เหลืออยู่ในสตูตอนนั้น โต๊ะส่วนใหญ่จะเป็นโต๊ะไม้อัดที่เบากว่าเล็กกว่าและดูสะอาดกว่าไปหมดแล้ว

ผมเจอโต๊ะนี้ครั้งแรกและประโยคนี้ ผมเลื่อนมันไปสู่บริเวณของผังที่นั่งกำหนดว่าเป็นที่ของผมทันที การปูโต๊ะ ควรจะใช้กระดาษแผ่นเดียว เพราะจะไม่มีรอยหยักเวลาขีดเส้น แต่ผมก็ไม่แกะกระดาษแผ่นเก่านั้นออก กระดาษสีขาวแผ่นใหม่ ปูทับ โดยเว้นตัวอักษรนั้นไว้ตรงนั้น บางทีผมก็สงสัย ว่าเจ้าของคนเก่ารู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้ จึงต้องถึงกับเขียนมันกำกับไว้เหนือโต๊ะ คล้ายเพื่อเตือนใจตัวเองสมำ่เสมอ

แต่จริงๆก็ไม่น่าสงสัยมากนัก เพราะเขาก็คงรู้สึกคล้ายๆกับผมในตอนนั้น ความทุกข์ที่เราแบกไว้จากความไม่สมหวัง แท้จริงแล้วก็คืออดีต การจมลงไปกับความคิดว่า แล้วถ้า.. ตอนนั้นนะถ้า... แล้วจะ... มันเป็นเหวความทุกข์ไร้ก้นที่ถ้าใครตกลงไปสามารถลอยล่องทรมานอยู่ในนั้นได้ตลอดกาล

ณ เวลานั้น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีทางเลือกระหว่างที่กำลังร่วงหล่น

 

.

เออ มันดีแล้วแหละ แค่ที่มันเป็นตอนนั้น

 

.

ความคิดนี้แท้จริงก็เป็นเยียวยา หลุดออกมาจากเหวแห่งอดีตนั้้น

แต่แล้วเหวที่กำลังดักรอเราอยู่ข้างหน้าที่กำลังมาอีกมากมายล่ะ ?

ต้นเหตุของอดีตที่เราต้องทุกข์ทรมานเสียใจกับมันแท้จริงแล้ว ก็เพราะเมื่อสมัยที่มันยังเป็นปัจจุบัน เราไม่ได้เต็มที่กับมันมากพอ เพราะจริงๆแล้ว หากเราทำแค่เท่าทีเราทำได้แล้วเสมอ ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ อตีดจดจำไว้เพื่อเรียนรู้อนาคต การลืมเองแท้จริงแล้วก็ย่อมนำพาไปสู่วังวนเดิมๆ ล้มลงเจ็บ ก็ลุก เลือดกำเดาไหล ก็ทำแผล

ด้วยสมาธิแน่วแน่ ด้วยความเพียรและอดทน มีปัญญาเท่าไร หากไม่มีสมาธิที่จะใช้มันสร้างสรรค์สิ่งใดก็อาจไร้ค่า รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่ขาดสติที่จะเรียกใช้ความรู้เหล่านั้น

ผ่านจากวันนั้นมาถึงวันนี้ ห้าปีแล้ว ไวเหมือนโกหก ผมเมื่อวันนั้น ย่อมไม่อาจคาดคิดได้ว่ากว่าจะถึงวันนี้ผมจะกลายเป็นอะไร แต่ผมในวันนี้ มองย้อนกลับไปแล้วก็รู้สึกว่า

 

อะไรเกิดขึ้นแล้วดีเสมอ

 

แม้จะผิด จะพลาด หากเราเรียนรู้อะไรจากมันบ้าง ก็คุ้มแล้ว

ที่จะเจอะเจอ

 

.

ส่วนอะไรที่ยังไม่เกิด นั่นก็อยู่ที่เราจะเลือก ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราจะเลือกได้ แต่ก็อาจจะมีหลายอย่างที่เราแค่ไม่ได้เลือก

เพราะงั้น, ผูกเชือกรองเท้าแล้วก้าวออกไป เมื่อพรุ่งนี้มาถึง เราก็คงพร้อม

ที่จะเดินไปพร้อมมัน