parallax consciousness

ความเร็ว แรง แสงสี เสียง ที่ว่าง การรับรู้และมองข้าม ความเร่ง เวลาที่แท้จริง เวลาที่รับรู้ การสร้างสรรค์

ผู้สร้างมักต้องใช้เวลามากกว่าผู้ที่เข้ามาใช้งาน ในการสร้างประสบการณ์ที่จะกระจายต่อไปซ้ำๆราวกับโรงงาน

ขณะเดียวกัน กับงานที่ต้องการที่จะห่อหุ้มชีวิตเอาไว้ภายใน ที่จะโอบกอดชีวิตไว้นานกว่าเนื้องานการสร้างมากนักนั้น
การบรรจงถักทอสิ่งเหล่านั้น ที่ว่าเหล่านั้นขึ้นมา ย่อมเป็นกระบวนการอันอ่อนโยนที่จะใส่รายละเอียดมากมายลงไป

ช่วงเวลาที่เราจะสัมพันธ์กับการสร้างชิ้นงาน กับการใช้งานชิ้นงานในโลกจริงก็เป็นเรื่องราวที่หลากหลายมาก
นักดนตรีใช้เวลาแค่บนเวทีที่จะสร้างประสบการณ์ครั้งน้ันก็จริง
แต่ก็ต้องผ่านประสบการณ์ ผ่านความเข้าใจ ผ่านการฝึกฝน และเรื่องราวมากมาย
ที่ว่างที่จะถ่ายทอดออกมาด้วยเสียงก็ค่อนข้างคับแคบ หลายทีแสงสี ก็ช่วยได้เยอะ
แต่หากแสงสีสำคัญกว่าเสียง ทั้งกับคนดูและคนเล่น ดนตรีจะยังเป็นดนตรี ?

ที่ว่างที่มองไม่เห็นข้างหลังไม่ได้มีความหมายยิ่งหย่อนลงไปเลย แต่ว่าคนลืมที่จะให้ค่ากับอะไรที่สำคัญมากกว่า

สถาปนิกที่สร้างอาคารทรงตื่นตา สร้างความตื่นตัวให้กับชุมชนรอบด้าน สร้างความตื่นตูมอิจฉาในหน้านิตยสาร
รายละเอียดอันสวยงามควรค่าจะบอกต่อก็จริง แต่ข้างในที่ห้อหุ้มอยู่ในนั้นคืออะไร
ที่ว่างนั้นมีชีวิตไหม รูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นตัวแปรที่น่ารักที่ชวนให้สถาปัตยกรรมปั๊มเพิ่มตามสูตรได้ง่ายขึ้น
แต่หลายครั้งมันก็น่าชัง หากนั่นแปลว่าคุณภาพชีวิต ต้องแปรผกผันกับรายได้ของผู้ลงทุน

ที่ว่างที่มองไม่เห็นข้างหลังไม่ได้มีความหมายยิ่งหย่อนลงไปเลย แต่ว่าคนลืมที่จะให้ค่ากับอะไรที่สำคัญมากกว่า

นักเขียนทุ่มเทลงแรงแก้บทความเดิมๆซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรก็นับไม่ถ้วน
สื่อเชื่องช้าน่าเหนื่อยหน่ายอย่างตัวหนังสือ ที่ดูอาจจะพ่ายให้กับภาพเคลื่อนไหวไร้คำพูดได้ง่ายขึ้นเยอะในยุคนี้
การเรียกร้องที่จะต้องทุ่มสมาธิ เร่งจินตนาการไปตามตัวหนังสือดูจะเป็นภาระมากมาย สำหรับยุคของสมาธิที่สั้นลงแบบปัจจุบัน
กระนั้นก็ยังมีคนที่ทุ่มแก้ไขแต่งเติมคำเหล่านั้น ให้ควรค่าที่จะอ่านผ่านและสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง
ปรมาจารย์บางท่านก็อาจถึงขั้นสามารถสร้างที่ว่าง ที่มีแต่กลุ่มคำเหล่านั้นสร้างภาพผ่านการตีความที่หลากหลาย
และบรรจงทอเป็นโลกที่มีแต่ตัวหนังสือเท่านั้นที่จะพาไปได้ นั่นก็มีความหมายแน่นอน
เข้าใจ สร้างสรรค์สิ่งใหญ่กว่าต้องทุ่มทุน ทุ่มเวลา หากไม่มีทุนก็ต้องหา ไม่มีประสบการณ์ก็ต้องเดินทาง
เข้าใจ มนุษย์ต้องกินต้องใช้ อุดมการณ์มีไว้ทดในใจแล้วชูขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
พอเราคิดแบบนั้นเราก็ถุยตัวหนังสือออกมาง่ายขึ้น ก็ยินดีด้วย คุณเป็นนักเขียนอาชีพที่ไม่ได้แค่ขายตัวหนังสือแต่ขายอุดมการณ์ด้วย
ก็ดูว่าขยะวรรณกรรมจะพาเราฟันฝ่ายุคสมัยของแทปเลตและอีบุคไปได้ไหม

ทั้งหมดก็คงคล้ายๆกัน การออกแบบ การเล่าเรื่อง การแสดง
ทุกอย่างก็ล้วนปรุงแต่ง

ก็คงคล้ายๆอาหาร แค่อร่อยก็จ่ายเงินซื้อกินได้หมดก็จริง
สารอาหาร เรื่องราวที่มาของสูตรนั้น ความลงตัวพอดี และความเป็นไปได้
มีมิติให้เสพซ่อนอยู่อีกมากมายกว่ารสชาติ

แต่ก็นั่นละ
ที่ว่างที่มองไม่เห็นข้างหลังไม่ได้มีความหมายยิ่งหย่อนลงไปเลย แต่ว่าคนลืมที่จะให้ค่ากับอะไรที่สำคัญมากกว่า

หรือบางทีก็อาจจะเป็นเพราะบ้า ให้ค่ากับอะไรไร้สาระ อยู่คนเดียว
ก็มิรุ