my political statement

ผมไม่เห็นด้วย กับการต่อสู้แตกหักระหว่างอำนาจในระบบทุนนิยมและอำนาจในสังคมที่ยังมี วัฒนธรรมแบบศักดินา เพราะขณะนี้เรียกได้ว่าทั้งสองอำนาจ มีตัวตนจริง มีคนจำนวนมากในประเทศนี้เลือกฝักเลือกฝ่ายไปแล้ว เช่นนั้นการแตกหัก ย่อมหมายถึงการมีผู้แพ้ และผู้ชนะ ซึ่งผู้แพ้ก็คงจะไม่ยอมแพ้เสมอไป สุดท้ายแล้วปัญหานี้ก็คงจะไม่จบลงจริงๆเสียที ผมกลับคิดไปถึงภาพว่าถ้าทั้งสองอำนาจสามารถคานดุลกันด้วยเหตุผล ตรวจสอบได้และโปร่งใส (ซึ่งอาจจะยากหน่อย ในทางฝั่งของวัฒนธรรมศักดินาที่คนทั่วไป ไม่กล้าแม้แต่จะพุดถึง แต่เพื่อความปรองดอง จุดนี้หากเปลี่ยนแปลงได้ย่อมดีที่สุด)

แม้นั่นก็อาจเป็นคำตอบที่เรียกว่าอะลุ่มอล่วยเฉพาะหน้าไปก่อนเท่านั้นก็จริง แต่ในอนาคตที่มั่นคง ผมว่าจิตใจที่ดีของคนในชาติเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งการพัฒนาจิตใจของคนนั้นอาจจะเห็นผลช้า แต่ก็สามารถเร่ิมได้เดี๋ยวนี้และจะเห็นผลแน่นอนในคนรุ่นต่อไป นั่นก็คือการพัฒนาระบบการศึกษา และระบบศาสนา สถานที่ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และความรู้ของคน หรือถ้าเป็นภาพของสถานที่ง่ายๆก็คือโรงเรียนกับวัด หรือถ้าจะให้เจาะจงลงไปถึงกลุ่มบุคคลก็คงเป็นทิศทางของการพัฒนาในกลุ่มของ ครูและสงฆ์นั่นเอง

ส่วนตัวผมคิดว่า ในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การพัฒนาจิตใจของคน ช้า เกินกว่าจะเข้าใจความเป็นไปทั้งหมดได้ เพราะมองไม่เห็นภาพรวมทั้งทางโลกและทางธรรม หากเน้นการศึกษาให้คนสามารถเข้าใจความหมายทางโลกได้อย่างถ่องแท้ขึ้น มีศาสนาคอยขัดเกลาให้คนเข้าใจความดีในทางธรรม จิตใจของคนย่อมดีขึ้นอย่างแน่นอน (และรวมทั้งความหลากหลายทางศาสนาเองก็สำคัญ หากต่างศาสนาศึกษาและเข้าใจ ยอมรับซึ่งกันและกัน ก็ย่อมนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งก็ไม่ต่างกับการแบ่งชนชั้นในสังคมเองก็เช่นกัน) เพราะในโลกโพสโมเดิร์นแบบปัจจุบัน เรารู้ว่าคำตอบเดียวถูกเสมอนั้นไม่มีอีกแล้ว และผมเองก็เชื่อว่าความดีงามนั้นแท้จริงแล้ว เกิดจากจิตใจของผู้คนนั่นเอง