barefoot on the shoe

ท้องฟ้ายังมืดมิด สนิท
เริ่มต้นการเดินทางจากซอยเล็กเล็ก
ตึกแถวสองข้างในเงาทะมึน
ให้บรรยากาศหม่นพิลึก
ยังดีที่บางตึกแถวก็มีโคมไฟจีนบ้าง
ปลายทางเป็นศาลเจ้า
 
ยกสองมือขึ้นพนม
แล้วก็พร้อมออกเดินทาง
 
เส้นทางในซอยสุทธิพร
เป็นอะไรที่ชวนให้นึกถึงสมัยประถมมาก
เดินมาจนถึงปากซอย
ร้านการ์ตูนขาประจำ
หลังเลิกเรียนต้องรีบออกมาซื้อ
ก่อนที่หม่าม๊าจะมารับ
เป็นแค่แผงหนังสือขนาดเล็กเล็ก
ไม่อยากเชื่อ ว่ามันจะแข็งแรงพอจะผ่านการเวลามาได้นานขนาดนี้
 
เดินข้ามถนนประชาสงเคราะห์ไป มองกลับมา
ตึกแถวริมถนนนี้แปลกดี
จะเรียกว่าตึกแถวก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะดูก็มีลักษณะเป็นแฟลตเสียมากกว่า
แต่ละชั้นมีบันไดส่วนกลางร่วมกันเป็นช่วงช่วง
โดยยูนิตที่อยู่ติดกันในทางตั้ง จะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
อืมม นี่สินะ
ดินแดนที่ห่างไกลจากของเขตของ 'อินทีเรียดีไซเนอร์'
 
วิ่งผ่านหน้าแฟลตดินแดง
ย่านนี้มันแห้งแล้งจนน่ากลัว
ทั้งที่เต็มไปด้วยผู้คนเต็มอาคารสูงห้าชั้นบนพื้นที่ขนาดใหญ่นั่น
แต่กลับไม่มีบรรยากาศของ ชีวิต เจือจางอยู่มากนัก
 
ผ่านไปถึงที่สามเหลี่ยมดินแดง
กลางถนนขนาดกว้างเกินจะใช้ในยามค่ำคืน
spiral cord ที่ทำให้เมืองที่แสนหนาแน่นนี้ ต้องมีช่องว่างไว้รอรถวิ่งใหญ่เสียขนาดนี้
กลุ่มคนบนรถกระบะ ยืนเล่น นั่งเล่น อยู่ในชุดยูนิฟอร์ม ของมูลนิธิร่วมกตัญญู
พลันนึกถึงข้อความที่เพิ่งอ่านจากหนังสือพี่ก้อง 'ต้นไม้ใต้โลก'
เออ, กรุงเทพน่าจะทำถนนเล็กเล็กกว่านี้แล้วขี่จักรยานกันดีกว่านะ
ยิ่งคิดก็ยิ่งเข้าท่า
ผมชอบขี่จักรยานนะ
แถมเดี๋ยวนี้คนเร่งรีบเดินทาง
เพื่อเอาเวลาไปเล่นฟิตเนส
ก็ขี่จักรยานกันสิวะ
 
เดินเดินคิดคิดเรื่อยเปื่อย
ผ่านซอยหัวมุม
ป้ายเขียนว่า
ราชวิถี 1
เห้ย, ตีพแม่งโคตรลึก
แบบเป็นซอยที่อะไรจะตรงแด่วได้ขนาดนั้น
เลยถึงกับต้องจำชื่อไว้สักหน่อย
เป็นที่ระลึก
 
เดิน เดิน เดิน
ผ่านอนุเสาวรีย์ที่เงียบเหงา
 
บนเส้นระหว่างทางไปพญาไท
ก็เจอรถเอาป้ายหาเสียงของพรรคประชาธิปปัตย์ เวอร์ชั่นล่าสุดมาติด
เป็นเกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วย 99 วันอะไรของเค้าเนี่ยแหละ
เออ ลืมพูดไป เนี่ยเดินเดิน ป้ายหาเสียงมันเยอะเสียจริงนะ
แต่ดูแล้วไม่เห็นจะมีใคร ที่ดูจะเป็นตัวแทนผมได้สักคนเลยว่ะ
เหมือนทุกพรรคจะมีแต่คำสัญญาว่าจะทำโน่นทำนี่
ราวกับว่าถ้าเลือกคนอื่น แล้วจะไม่สนใจให้เรื่องที่พูดนั้นมันเกิดขึ้น
ผมละสงสัยจริงจริง ว่าถ้าคนคนหนึ่งพยายามจะทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมจริงจริง
มันจำเป็นต้องใช้ยศและอำนาจเสมอไปหรืออย่างไร
 
อีกอย่างพรรคพวกนี้ ก็มีแต่จะโฆษณาว่าจะทำอันนั้น จะทำอันนี้
แต่ไม่ได้เสนอแนวทางความคิดของตัวเองเลยว่า เชื่อในอะไร จะขับเคลื่อนสังคมไปทางไหน
เอาแต่ตอบเซฟเซฟ ขอให้ทุกคนเลือกผมให้หมดละกันครับ
งี่เง่า
ทำเพื่อทุกคน หรือไม่ได้ทำเพื่อสักคน
 
ระหว่างที่เอาความคิดของผู้ใหญ่ที่เคยฟังมา มาผสมกันเป็นสองย่อหน้าที่แล้ว
ผมก็เดินเล่นไปด้วยสปีดเดียวกับรถกระบะที่ขนป้ายหาเสียงมาติด
ลุงคนที่ดูแก่แก่นิ่งนิ่ง ไม่รู้ว่าแกง่วงหรือไง คอยขับไป ถึงที่ก็จอด แล้วนั่งนิ่ง
ขณะนั้นชายหนุ่มสองคนก็จะโผล่เสนอตัวออกมาเอาป้ายมายึดลวดติดกับเสา
แล้วผมก็จะเดินแซงไปในจังหวะที่เขายึดป้าย
สลับกับโดนเขาแซงเมื่อเขายึดป้ายเสร็จ
 
ตลกดี
คล้ายมีเพื่อนร่วมทาง
 
ไปจนถึงสะพานหัวช้าง
หน้าวังกาดสวนแก้ว ได้ยินเสียงนกร้อง
เป็นเมโลดี้สองตัวสเลอกัน
ผิวปากตามเสียงนั้น
 
เดินไปจนถึงคณะ
ตีสี่ยี่สิบนาที นาฬิกาที่ป้ายรถแท็กซี่บอก
แผนต่อไปของผม
คือผลาญเวลารอเวลาที่รถประจำทางจะออกวิ่งพล่านเมืองในอีกสักสองชั่วโมงข้างหน้า
 
ยืนจ้องประตูกลาง
นึกถึงความหลังตั้งแต่ครั้งแรกที่มาที่นี่
ครั้งที่ประกาศตัว
คราวแรกที่วิ่งเข้าผ่านประตูนั้นในฐานะนิสิตคณะนี้
ลอยกระทงตอนปีหนึ่ง
ครั้งแรกที่ได้เล่นดนตรีหน้าประตูนี้
คราวแรกที่ได้ดูวงมอร์นิ่งเซอฟเฟอร์
ครั้งแรกที่ได้เห็นภาพคอนเสิร์ตจากด้านหลัง
คราวแรกที่ได้ดูวงรวยกุ้งในเทปฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ตครั้งนั้น เล่นสด
 
ประหลาดดี จู่จู่ก็เพิ่งรู้สึกว่า สเปซของประตูกลางนี้มันสวยดีนะ
นึกภาพซุ้มขายบัตรละคอนทุกครั้งที่เคยเห็นมา
 
ใช้เวลานานกว่าที่คิด
จู่จู่เจ้าแยมโรลก็หอนประสานเสียงกับหมู่หมารายรอบ
กระผมก็จึงทนเสียงประสานหลงคีย์นั้นได้ไม่นานก็ออกเดินทางไปที่ป้ายประจำทาง
 
กว่า 73ก จะผ่านมาฝั่งผม มันก็วิ่งผ่านฝั่งตรงข้ามไปแล้วถึงสามคัน
เอ้, ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยพิลึก
 
พอได้ขึ้นมาในที่สุด
2427707
ราคา 14 บาท
 
อื้มม
เลขเจ็ดสามตัว
วันนี้ คงโชคดี
 
มาลงถึงปากซอย
ตลาดกำลังตื่นตัว
ร้านรวงกำลังเตรียมข้าวของ
มาถึงหน้าบ้าน
ท้องฟ้ากำลังเปิดม่านตาอย่างเชื่องช้าต่อหน้าต่อตา
ผมเอาเก้าอี้มาวางที่ระเบียงบ้านนั่งจ้องท้องฟ้า
 
 
glory เอ้, จะใช้คำอะไรดีเป็นภาษาไทย
ท้องฟ้าสว่าง สีแดง ปนม่วง
เวลาผ่านไปสีแดงค่อยค่อยเดินผ่านสีม่วงมาเป็นสีฟ้า
แสงสว่างค่อยค่อยชัดเจนขึ้น
นกกระจิบ ร้องจุบจิบ จุบจิบ
 
 
 
 
 
อื้มม
เช้าแล้ว