destinated somewhere ?

กระดาษประทับรอยปริ๊นเล็กๆแปะอยู่ที่มุมขวาบนของกระดานแผ่นนั้น
กระดานขาวขาวคงไม่น่าสนใจเท่าไร หากไม่ใช่มี "ดวงตา" อยู่ที่นั่น
 
ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงอยู่ตรงนั้น
รู้แต่ว่า ชอบ เว๊ยเฮ๊ย
 
ดวงตาบนผิวแดง สนิทนิ่งแต่ไหวเคลื่อน
เหมือนจะกำลังส่งชี้นำทางไปยังที่ไหนซักแห่ง
 
 
 
 
 
เป็นวันที่ยาวนานเหลือเกิน
ไม่ได้เดินเยอะขนาดนั้นมานานเท่าไรแล้ว
มาเดินซ้ำรอยทางเก่าเก่าที่เพิ่งเดินไปไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว
 
เช้าวันส่งโปรเจค
เป็นโปรเจคแรกที่มีสีในเพลตล่ะ เหอๆๆ ไม่รู้ว่ามันน่าโม้รึเปล่าเนี่ยไอ้แบบนี้
แต่ว่าเพิ่งเคยได้ลงสีท้องฟ้าด้วยสีฝุ่น
 
ความจริงจะว่าไปก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่ลงฟ้าด้วยสีฝุ่น
เพียงแต่ครั้งสุดท้ายที่ลงมันก็นานมาแล้ว
นานมากมาก
 
คุณหนูตั้มบอกแนะให้ลงฟ้าด้วยสีฝุ่น
ว่าแล้วก็ทำเลย
สวยรึเปล่านะอย่างนี้
แต่คุณแม่ฝนบอกว่าสวยสวยล่ะ
ถึงกะเรียกคนอื่นมาดู
แอบดีใจเหมือนกัน
เพราะก็ไม่ใช่คนมือดีอะไรหรอกเราน่ะ
 
ตอนที่เดินวนกลับมาบนเส้นทางนั้นเป็นรอบที่สามก็เริ่มเย็นแล้ว
ฟ้ากับเมฆส้มกำลังท่าทางระรื่นทีเดียว
เห็นเมฆสีส้มแล้วก็คิดเรื่อยไปนึกถึงรสชาติของมันเลย
สีส้มน่าจะหวานหวาวเปรี้ยวเปรี้ยว น่ากินใช่ย่อย
 
ยิ่งเพิ่งทำสีท้องฟ้ามา มาเจอฟ้าสวยขนาดนั้นก็รู้ว่า ฟ้าตอนเย็นนี่มันสวยจริงจริง
สงสัยมาตั้งนานแล้ว ว่าสีฟ้ากับสีส้มมันเชื่อมกันด้วยสีอะไร
ถ้าฟ้ากับส้มผสมกันน่าจะเทานะ แต่ว่าเวลามองฟ้ามันไม่เห็นจะเจอเทาเลย
มีแต่สีส้ม กับสีฟ้าจริงจริง
มีแค่สองสีนั้นเท่านั้น
 
ก็ไม่เสมอไปหรอ นั่นไม่ใช่ทฤษฏีอะไรด้วยซะหน่อย
แค่จะบอกว่าบนฟ้านั้นมีแค่สองสี
ละก็สวยมากมาก
 
 
 
 
ไม่ใช่แค่เส้นทางเดิม แต่จุดหมายก็จุดหมายเดิม
กลับไปยืนอยู่ที่เดิม อีกครั้ง
มองเห็นอะไร ต่างไป จากครั้งแรกจริงจริง
ได้ใช้เวลากับมันและเข้าใจมัน มากขึ้น
อาจจะยังไม่เข้าใจแบบที่มันเป็นจริงจริงเลยก็ได้
แต่ก็รู้สึกว่าเข้าใจนะ
ถึงอาจจะแค่เข้าใจไปเองก็เถอะ
 
 
 
กระดาษเล็กเล็กแผ่นนั้นเขียนข้อความจากคนวาดเอาไว้
 
 
"หากการวาดภาพคือการหลบหนีความจริง
และความปรารถนาเกี่ยวพันลึกซึ้งกับความทรงจำ
สุดท้ายแล้ว จินตนาการก็จะค้นพบเส้นทางของมัน"
 
 
ไม่ได้จำมาขนาดคำต่อคำ แต่ใจความทุกคำเชื่อมความหมายอย่างนี้ไม่ผิดแน่
 
 
แม้ความจริงจะเป็นเช่นไร
เส้นทางอาจตัดขาด กำแพงอาจสูงหนา ทะเลอาจกว้างยาวไปถึงขอบฟ้า
แต่เราจะสามารถไปถึงปลายทางเป้าหมายได้อยู่ดี
แม้จะไม่เคยรู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร
 
บางคนฉลาดกว่าและรู้ว่าจำเป็นต้องข้ามไป
ทุกข์ทรมาน ทุรนทุรายที่จะข้ามไป
ผจญกับเหตุผลที่คิดไปต่างต่างนานา
 
แต่จะคนที่ว่าฉลาดซักกี่คนที่จะออกเรือเดินทางสู่ความเป็นจริงนั้น
หลายคนก็จะสงสัยว่า ทำไมจึงกล้าออกไปในความเวิ้งว้างไร้ซึ่งจุดหมายนั้น
 
และความเป็นจริงก็คือ
คนที่ออกเดินทางนั้นน่ะ
ไปถึงปลายทางมาแล้วไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง
 
ในจินตนาการ
 
(จินตนาการรึยัง ?)