แรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจที่ถูกเขียนโดยคนที่ประสบความสำเร็จก็ดูเหนือจริง ตัดขาดจากตัวเราในแบบที่ "เออ ก็มึงก็พูดได้สิ"
แรงบันดาลใจที่ถูกเขียนโดยคนที่ล้มเหลว ก็ดูพกลมแบบ "เหอะ ทำเป็นพูดนะมึง"

แบบนั้น แรงบันดาลใจที่ดีที่สุดก็น่าจะถูกเราเขียนขึ้นมาเอง รึเปล่า ?

ไม่สิ สำหรับเราคนที่ให้แรงบันดาลใจได้ดีที่สุดคือคนนอบน้อม
ในตัวตนที่ความสำเร็จและความล้มเหลว ผสมปรุงคลุกเคล้าจนไร้ความหมาย
แม้ว่าเขาจะดิ้นรนเต็มที่ เพียรและพยายามอย่างหนัก แต่เขาจะยืนอยู่บนความสำเร็จของเขาอย่างอ่อนโยน
เขากวาดสายตามองรอบตัว เข้าใจถึงสถานะและความกระจ้อยร่อยของตัวเอง ภูมิใจในความเล็ก ความลึก ในจุดยืนของตัวเอง
เขาจะยังคงมองขึ้นไปข้างบนท้องฟ้า, ที่ว่างที่กว้างใหญ่ไพศาล และยิ้ม

ถูกหรือผิด, หรือเราแค่อยู่คนละฝั่ง

บนความเชื่อในเส้นแบ่งและอำนาจ เราเชื่อสิทธิเหนือพื้นที่  
เรารักมายาคติของรัฐ ถือตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในรัฐ และถือรัฐเป็นของตัวเอง  
พอเข้าใจได้หรอกนะ  
เราตั้งตัวว่าเกลียดบางสิ่ง เหยียดเขา ไม่ใส่ใจ จะสนใจ  
ตรงนี้ยังพอเข้าใจว่าอคติพวกนี้มันก็มาคู่กับมายาคติเดิม
ที่บดบังสายตาให้เราเลือกมองข้ามความเป็นมนุษย์
ไปมองแค่เรื่องฝั่งฝ่าย  

สงสัยคือ
เวลาที่เชื่อว่าตัวเองถูก
มันจะเป็นไปได้อย่างไร
ที่เราจะถูกเสมอ ที่รัฐของเรา จะถูกเสมอ  
ทำไปได้อย่างไร เชื่อมั่น โดยไม่ใคร่จะตรวจสอบ
ในสิ่งที่ฟังความมาจากแค่ข้างเดียว        

Is there anyone who
Ever remembers changing their mind from
The paint on a sign?

สัญญะบนผ้าผืนบาง ปลิวไสวเหนือเสา เราเรียกมันว่าธง มอบความหมายว่าคือชาติ  

Is there anyone who really recalls
Ever breaking rank at all
For something someone yelled real loud one time

ความเป็นเรา ความเป็นเขา เสพข่าวจากเพียงฝั่งหนึ่ง และเชื่อมั่นถือมั่น ไม่ใส่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามเขามีอะไรจะกล่าว  

Everyone believes In how they think it ought to be
เพราะมันควรจะเป็นเช่นนั้น, เป็นของเรา  

Everyone believes And they're not going easily
เราไม่ยอมปล่อยวางหรือผ่อนผัน, เป็นของเรา

   

Belief is a beautiful armor
But makes for the heaviest sword

ความเชื่อเป็นเกราะที่งดงาม แต่ก็มีไว้สำหรับรับดาบที่หนาหนักเช่นกัน  

Like punching under water
You never can hit who you're trying for

ราววาดหมัดใต้น้ำ ไม่อาจชกโดนอะไรที่เราตั้งใจไว้  

Some need the exhibition
And some have to know they tried

บางคนก็ต้องการป่าวประกาศ บางคนก็อยากรู้สึกว่าได้พยายามบางอย่าง  

It's the chemical weapon
For the war that's raging on inside

หรือแท้จริงมันก็คืออาวุธเคมี ที่กระตุ้นสร้างให้สงครามมันร้อนเร่าออกมาจากภายใน

   

Everyone believes From emptiness to everything
จากดินแดนว่างเปล่า กลายเป็นทุกอย่าง, เป็นของเรา  

Everyone believes And no one's going quietly
ไม่มีทางที่จะปล่อยให้ทุกอย่างผ่าน, เป็นของเรา

   

We're never gonna win the world
We're never gonna stop the war
We're never gonna beat this If belief is what we're fighting for

เราคงไม่อาจชนะโลก เราคงไม่อาจจบสงคราม เราคงไม่อาจชนะสิ่งนี้ ถ้าเรายังเชื่องมงายกับสิ่งที่เราสู้อยู่เพื่อ

   

What puts a hundred thousand children in the sand
Belief can Belief can

แล้วอะไรวางร่างเหล่านั้นลงหลับไหลในพื้นดิน ความเชื่อไง, ความเชื่อ  

What puts the folded flag inside his mother's hand 
Belief can Belief can

แล้วอะไรที่พับเอาธงสู่มือของแม่พวกเขา ความเชื่อไง, ความเชื่อ

 

 

 

 

อะไรหรือใคร ที่ถูกเกินไป ก็ยิ่งมักจะผิดสักที่เสมอ

parallax 3 : what you want

สสารต้องการที่อยู่ จิตต้องการมีร่างอาศัย

ความคิดต้องการน้ำหมึกยืนยันว่ามันเคยมีจริง
ทฤษฏีต้องการการอุปมานบริบท ควบคุมตัวแปร และจินตนาการ

กฎต้องการการทดลองยืนยัน ผ่านร้อนผ่านฝนผ่านหนาว
ร่างกายที่อ่อนแอต้องการการออกกำลังกาย

ต้นไม้ที่ตั้งอยู่ผิดที่ต้องการการรดนำ้สม่ำเสมอ
หัวเข็มฮาดดิสต้องการที่จะพัง และปล่อยให้ข้อมูลดิจิตอลหลับไหลนิรันดร์

สังคมต้องการโทรศัพท์ที่ทำได้หลายอย่าง
มหาวิทยาลัยต้องการสร้างแรงงานเข้าสู่ตลาด

ความฝันต้องการการลงมือทำ
ภาพยนตร์ต้องการจอแมททริกซ์สี่เหลี่ยม ฉายค่าสีหรือฉายแสงผ่านฟิล์มลงบนที่ว่าง x,y

เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องการปุ่มเปิดปิด
ชีวิตต้องการเวลา

ความคิดนำพา
มือต้องการจะพิมพ์

parallax 2 : people is plural

สสารของตัวเราต้องการที่อยู่ แต่ขนาดของความคิดของตนเพียงหนึ่งคน ไม่พอที่จะมีชีวิต

ชีวิตต้องการที่ว่าง
เราจึงออกไปข้างนอก และรู้จักกัน

ในที่ว่างอันกว้างใหญ่ เราพบสิ่งต่างๆมากมาย
บางอย่างเข้ามาและผ่านไป บางอย่างมีความหมาย ให้เก็บกอด พามันร่วมทางไปสู่เวลาใหม่ๆ

บางอย่างที่คว้าไม่ได้เราก็ต้องเข้าใจ
จะยืนเอื้อมมือคว้าเม็ดฝน ก็คงเก็บได้แต่หยดน้ำ จะกอดดอกไม้ไฟที่ไม่จุดไฟก็คงจะได้แต่เหม็นกลิ่นดินระเบิด

บางอย่างบางคน ร่วมเวลาผ่านมา ผ่านไป
แต่บางทีบางคน ก็ไม่จำเป็นหากยังพอมีเวลา

ทำให้มันเป็นเวลาที่ดี
ก่อนที่เธอนั้น จะหายไป

parallax 1 : architecture as time machine

สสารของตัวเราต้องการที่อยู่ แต่ขนาดของที่อยู่ที่ใหญ่พอเพียงจะเก็บร่างนั้น ไม่พอที่จะมีชีวิต

ชีวิตต้องการที่ว่าง
เราสรรสร้างพื้น ผนัง หลังคา เพื่อกำหนดที่ว่างสำหรับชีวิตนั้น

ที่ว่างตั้งอยู่ที่เดิม
แต่เวลาไหลเคลื่อนผ่านไป

ในแง่หนึ่งตัวสถาปัตยกรรมนั้นก็เหมือนยานพาหนะ
ยานเวลา ที่จะพาชีวิตจากช่วงเวลาหนึ่ง ไปสู่ช่วงเวลาหนึ่ง

หากที่ว่างไร้ตัวตนจริงๆ อัตราเร็วของที่ว่างก็คงเป็น 1:1
แต่ที่ว่างที่ดี ที่เหมาะ ที่มีความหมาย ที่สร้างแรงบันดาลใจ ที่ชวนฝัน ที่ชวนฉุกคิด
ที่ชวนให้หยุดและมองตัวเอง ที่ชวนให้กระโดดขึ้นมาร้องเพลง ที่ทำให้รู้สึกอย่างจะเดินหนี

อัตราเร็วของเวลาในที่ว่างเหล่านั้นไม่เท่ากัน
ที่ว่างของชีวิตเชื่องช้า ที่ว่างของชีวิตเร่งรีบ
ชีวิตของที่ว่างเร่งรีบ ชีวิตของที่ว่างเชื่องช้า

 

ราคา ของพื้นผนังหลังคา วัสดุ โครงสร้าง
คุณค่า คือช่วงเวลาที่ชีวิตที่ดำเนินอยู่ในนั้น

ทำอย่างไรให้เป็น

หมาป่า  
กระแสสำนึกทางดนตรี ไหลพุ่งออกมาจากลำโพง

ก่อนหน้านั้น มันเป็นสัญญาณดิจิตอล แคปเจอร์ความถี่ของเสียงในหน่วยของเสี้ยววินาที
ก่อนหน้านั้น มันเป็นไฟล์ที่อยู่บนอินเตอร์เนต ในเวปดูวีดีโอชื่อดัง
ก่อนหน้านั้น มันเป็นเพลงที่ถูกปรุงแต่งด้วยมือที่ใส่ใจ เพิ่มลด คัดช่วงเสียงอย่างทะนุถนอม
ก่อนหน้านั้น มันเป็นเสียงของการสั่นไหวบนเครื่องดนตรี ที่กระจายผ่านอากาศ และแปลงบันทึกเป็นดิจิตอล
ก่อนหน้านั้น มันเป็นเสียง เพลงที่ดังแผดจากลำโพงในห้องซ้อม ที่เคมีระหว่างเสียงและวงเริ่มก่อตัว
ก่อนหน้านั้น มันเป็นเสียง ที่ดังเงียบงันในจิตใจ ไร้ซึ่งตัวตน รอเวลาก่อกำเนิด

เวลานี้ มันเป็นเสียงที่ไหลพุ่งออกมาจากลำโพง เข้าหูผม

.
.
.

ในความเงียบงันภายใน บางสิ่งไร้ซึ่งตัวตน รอเวลาก่อกำเนิด

parallax consciousness

ความเร็ว แรง แสงสี เสียง ที่ว่าง การรับรู้และมองข้าม ความเร่ง เวลาที่แท้จริง เวลาที่รับรู้ การสร้างสรรค์

ผู้สร้างมักต้องใช้เวลามากกว่าผู้ที่เข้ามาใช้งาน ในการสร้างประสบการณ์ที่จะกระจายต่อไปซ้ำๆราวกับโรงงาน

ขณะเดียวกัน กับงานที่ต้องการที่จะห่อหุ้มชีวิตเอาไว้ภายใน ที่จะโอบกอดชีวิตไว้นานกว่าเนื้องานการสร้างมากนักนั้น
การบรรจงถักทอสิ่งเหล่านั้น ที่ว่าเหล่านั้นขึ้นมา ย่อมเป็นกระบวนการอันอ่อนโยนที่จะใส่รายละเอียดมากมายลงไป

ช่วงเวลาที่เราจะสัมพันธ์กับการสร้างชิ้นงาน กับการใช้งานชิ้นงานในโลกจริงก็เป็นเรื่องราวที่หลากหลายมาก
นักดนตรีใช้เวลาแค่บนเวทีที่จะสร้างประสบการณ์ครั้งน้ันก็จริง
แต่ก็ต้องผ่านประสบการณ์ ผ่านความเข้าใจ ผ่านการฝึกฝน และเรื่องราวมากมาย
ที่ว่างที่จะถ่ายทอดออกมาด้วยเสียงก็ค่อนข้างคับแคบ หลายทีแสงสี ก็ช่วยได้เยอะ
แต่หากแสงสีสำคัญกว่าเสียง ทั้งกับคนดูและคนเล่น ดนตรีจะยังเป็นดนตรี ?

ที่ว่างที่มองไม่เห็นข้างหลังไม่ได้มีความหมายยิ่งหย่อนลงไปเลย แต่ว่าคนลืมที่จะให้ค่ากับอะไรที่สำคัญมากกว่า

สถาปนิกที่สร้างอาคารทรงตื่นตา สร้างความตื่นตัวให้กับชุมชนรอบด้าน สร้างความตื่นตูมอิจฉาในหน้านิตยสาร
รายละเอียดอันสวยงามควรค่าจะบอกต่อก็จริง แต่ข้างในที่ห้อหุ้มอยู่ในนั้นคืออะไร
ที่ว่างนั้นมีชีวิตไหม รูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นตัวแปรที่น่ารักที่ชวนให้สถาปัตยกรรมปั๊มเพิ่มตามสูตรได้ง่ายขึ้น
แต่หลายครั้งมันก็น่าชัง หากนั่นแปลว่าคุณภาพชีวิต ต้องแปรผกผันกับรายได้ของผู้ลงทุน

ที่ว่างที่มองไม่เห็นข้างหลังไม่ได้มีความหมายยิ่งหย่อนลงไปเลย แต่ว่าคนลืมที่จะให้ค่ากับอะไรที่สำคัญมากกว่า

นักเขียนทุ่มเทลงแรงแก้บทความเดิมๆซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรก็นับไม่ถ้วน
สื่อเชื่องช้าน่าเหนื่อยหน่ายอย่างตัวหนังสือ ที่ดูอาจจะพ่ายให้กับภาพเคลื่อนไหวไร้คำพูดได้ง่ายขึ้นเยอะในยุคนี้
การเรียกร้องที่จะต้องทุ่มสมาธิ เร่งจินตนาการไปตามตัวหนังสือดูจะเป็นภาระมากมาย สำหรับยุคของสมาธิที่สั้นลงแบบปัจจุบัน
กระนั้นก็ยังมีคนที่ทุ่มแก้ไขแต่งเติมคำเหล่านั้น ให้ควรค่าที่จะอ่านผ่านและสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง
ปรมาจารย์บางท่านก็อาจถึงขั้นสามารถสร้างที่ว่าง ที่มีแต่กลุ่มคำเหล่านั้นสร้างภาพผ่านการตีความที่หลากหลาย
และบรรจงทอเป็นโลกที่มีแต่ตัวหนังสือเท่านั้นที่จะพาไปได้ นั่นก็มีความหมายแน่นอน
เข้าใจ สร้างสรรค์สิ่งใหญ่กว่าต้องทุ่มทุน ทุ่มเวลา หากไม่มีทุนก็ต้องหา ไม่มีประสบการณ์ก็ต้องเดินทาง
เข้าใจ มนุษย์ต้องกินต้องใช้ อุดมการณ์มีไว้ทดในใจแล้วชูขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
พอเราคิดแบบนั้นเราก็ถุยตัวหนังสือออกมาง่ายขึ้น ก็ยินดีด้วย คุณเป็นนักเขียนอาชีพที่ไม่ได้แค่ขายตัวหนังสือแต่ขายอุดมการณ์ด้วย
ก็ดูว่าขยะวรรณกรรมจะพาเราฟันฝ่ายุคสมัยของแทปเลตและอีบุคไปได้ไหม

ทั้งหมดก็คงคล้ายๆกัน การออกแบบ การเล่าเรื่อง การแสดง
ทุกอย่างก็ล้วนปรุงแต่ง

ก็คงคล้ายๆอาหาร แค่อร่อยก็จ่ายเงินซื้อกินได้หมดก็จริง
สารอาหาร เรื่องราวที่มาของสูตรนั้น ความลงตัวพอดี และความเป็นไปได้
มีมิติให้เสพซ่อนอยู่อีกมากมายกว่ารสชาติ

แต่ก็นั่นละ
ที่ว่างที่มองไม่เห็นข้างหลังไม่ได้มีความหมายยิ่งหย่อนลงไปเลย แต่ว่าคนลืมที่จะให้ค่ากับอะไรที่สำคัญมากกว่า

หรือบางทีก็อาจจะเป็นเพราะบ้า ให้ค่ากับอะไรไร้สาระ อยู่คนเดียว
ก็มิรุ

ตื่นขึ้น - ดวงไฟที่ว่างหลังคาโค้ง

. .
.

บางอย่าง เติมเต็ม
ใจฉัน ด้วยว่างเปล่า
บางคน กล่าวกับฉันอย่าร้องไห้

ตอนนี้ ฉันแก่ขึ้น
ใจฉัน เย็นชาขึ้น
ฉันรู้ พวกนั้นมันคำโกหก

.
.
.

เด็กเอย ตื่นขึ้น
ยกเอาความผิด พลาดขึ้น
ก่อนที่พวกเขา จะเปลี่ยนฤดูร้อนให้เป็นเพียงฝุ่น

เด็กเอย อย่าโตขึ้น
ตัวเราใหญ่ขึ้น แต่หัวใจเราจะถูกฉีกเป็นชิ้น
เราก็แค่พระเจ้าตัวน้อยนับล้าน สร้างพายุฝน และแปลงทุกสิ่งให้กลายเป็นเพียงธุลีสนิม
ฉันว่าเราแค่ต้องปรับตัว

.
.
.

ด้วยสายฟ้าฟาดของฉันกำลังเปล่งแสง
ฉันเห็นว่าฉันกำลังไปไหน
เมื่อมัจจุราชเอื้อมมาสัมผัสมือฉัน

.   .     .
. .         .
.       .        .
.         .         .                   .

ด้วยสายฟ้าฟาดของฉันกำลังเปล่งแสง
ฉันเห็นว่าฉันกำลังไปไหน

ด้วยสายฟ้าฟาดของฉันกำลังเปล่งแสง
ฉันเห็นว่าฉันกำลังไปไหน

 

 

.

เอ้า ระวังอย่าโดนจับเข้าล่ะ!

dead harmonic

แรงกระทำจากปลายนิ้วกระทำส่งผ่านไปยังเส้นตรงนั้น แรงวิ่งจากจุดกระทำออกไปยังปลายทั้งสองที่ยึดตรึงอยู่กับเครื่องไม้ทรงสวย
จะเป็นเช่นไรน่ะหรือเมื่อแรงกระทำพบกับทางตัน, แน่นอน, แรงนั้นก็ย้อนกลับมา
เป็นแรงในทิศทางตรงข้าม หรือหากมองกราฟแอมพลิจูด ก็คือการเดินทางลงสู่ด้านล่าง ฝั่งของแรงลบ

ทันใดแรงไปกลับก็เริ่มสร้างรูปร่างของการสั่นสะเทือนเป็นเส้นโค้งโป่งกลางอย่างสวยงาม
การเคลื่อนไหวด้วยความถี่คงที่ของสายเส้นนั้น จึงกระทำต่ออากาศโดยรอบ
เป็นปรากฎการที่เรียกว่า simple harmonic

แรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านอากาศแวะเข้าสู่กระดูกหูผม
เกิดเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าเสียง
คลื่นเสียงทรงสวยที่วิวัฒนาการผ่านวิทยาการหลายยุคสมัย เพื่อจะสร้างเครื่องไม้ที่จะสั่นพ้องกังวาลกับแรงสะเทือนบนสายเส้น

แรงวิ่งไปกลับอยู่เส้นสายนั้นจนกระทั่งค่อยๆสูญเสียโมเมนตัมออกไปจากสายเส้นจนหมด

 

เสียงก็จบลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก็แค่นั้น
นั่นแหละคือวิธีที่เสียงจบลง
ในโลกของฟิสิกส์,

 

เมื่อแรงกระทำหมดไปจากสายเส้นนั้น

rainy reason

อ่อนโยน, เธอเป็น
เช่นนั้นเสมอ

.

ส่วนหนึ่งคง
เป็นเพราะ
ระยะห่าง

ระหว่างตัว
ผม
และนอกชายคา

เธอจะเคาะหลังคา
รัวเร็วไร้จังหวะ
แต่ก็สวยงาม

 

ราวมี
วาทยกรคอยกำกับ
น้ำหนักขึ้นลง

 

.
ด้วยน้ำหนักของเธอ
กระทำกับแรงดึงดูด
เธอกระทบกระเบื้องหลังคา

เธอแตกตัว
เล็ก
ย่อย

หลังจากที่เธอ
ก็ทำแบบนั้นมาครั้งหนึ่งแล้ว
อย่างเชื่องช้ากลางเวหา

เธอฟุ้ง
กระจาย
ในอากาศ

โอบล้อมร่างกาย
พาฝัน
ล่องลอยไปไม่จบสิ้น

.

กลางวันวันหนึ่ง
วันที่ฝนไม่ต้องการเหตุผล
ที่จะตก

โปรดตั้งผมไว้ ในที่ที่แสง ส่องถึง

โปรดตั้งผมไว้ ในที่ที่แสง ส่องถึง  
ในดงพงทึบของก้อนเหลี่ยมทรงสุดจะมนุษย์สร้าง
แดนที่มีค่าความจุความร้อนสูงเสียจนลมหนาวแทบจะเป็นเพียงฝัน
ต้นไม้ต้นหนึ่งปลงใจจะหยั่งรากลง ตามแรงดึงดูด
ผลิใบขึ้นสู่ท้องฟ้า หวังสักวันจะออกดอกผล

ซอกของผนังเป็นสถานที่เปี่ยมอิสระ
ผมลอยมากับลม ลงจอดด้วยความบังเอิญที่นั่น
โดยธรรมชาติ ผมแทงรากลงไปในร่องคอนกรีตอุดมดินแค่ดีมากพอที่จะหาได้ในดินแดนนี้
ต้นไม้ต้นน้อยกำลังถือกำเนิด

บางวันผมก็เฝ้าฝัน
แรงดึงดูดจะจางหายไป
รากของผมจะแทรกแยกตัวหลุดออกมาจากพื้นดิน
ลอยล่องไปสู่ดินแดนที่กว้างใหญ่ ที่ที่ขอบดินเชื่อมกับขอบฟ้า

แล้วทันใดแรงดึงดูดก็จะเริ่มกลับมาทำงานอย่างเชื่องช้า
ผมลงจอดในดินแดนที่เป็นเหมือนฝันนั้น และหยั่งรากอีกครั้ง
เติบโต เติบใหญ่ ออกดอก ออกผล
และอยู่เคียงดินแดนแห่งนั้นไปอีกเป็นร้อยปี

 

 

และเมื่อถืงเวลานั้น เหลืออีกเพียงหนึ่งอย่างเท่านั้นที่ผมจะขอ, คุณแรงดึงดูด

โปรดตั้งผมไว้ ในที่ที่แสง ส่องถึง

the greatest innovation

"นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของหนังก็คือ การโคลสอัพ ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่สี ไม่ใช่ซีจี หรือว่าภาพสามมิติ
แต่เป็นการได้เห็นใบหน้าที่ใหญ่มากๆ และเห็นดวงตา!
นี่แหละคือความแตกต่างที่ทรงพลังที่สุด
ที่ทำให้สื่อภาพยนตร์ไม่เหมือนสื่อไหนๆ"

- ปีเตอร์ เวียร์, จากไบโอสโคป เล่ม111 หน้า 33

 

ผมติดใจประโยคนี้มาก
และยิ่งคิดตาม ความคิดคำนึงก็ยิ่งชวนให้เห็นด้วยแบบสุดๆ

แม้แต่ในหมวดหมู่ของหลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยได้มองเห็นของจริง มิใช่ผ่านแผ่นฟิล์มเหล่านั้น
ด้วยแสงที่ตกกระทบสิ่งเหล่านั้น ผ่านเข้ามาสองตาของเราเองโดยตรง แบบที่เรียกว่าถ่ายทอดสดสดสด
แม้เราจะได้อยู่ร่วมในสถานการณ์นั้น ที่ว่างนั้น เวลานั้น สูดหายใจร่วมกับผู้คนเหล่านั้น

แต่เราได้มองลงไปในสิ่งเหล่านั้น คนเหล่านั้น อย่างใกล้ชิดสักแค่ไหน
มองเห็นริ้วรอยเล็กน้อยเหล่านั้นไหม
คิ้วข้างซ้ายที่เลิกขึ้นเล็กน้อยพ้องกับความคิดที่เลื่อนไหลไป
ใบหน้านิ่งล้าที่ระบายเอาความเจ็บปวดไร้บทบรรยายออกมา

 

หรือกระทั่ง การอุบัติขึ้นของรอยยิ้มในเศษของวินาที

 

ภาพโคลสอัพ อาจมีพลังพอที่จะทำให้เรา เก็บความรู้สึกเหล่านั้น ของคนที่เราไม่เคยได้รู้จัก
ในระยะที่เรียกได้ว่า ถ้ามองจากสายตาของเราเองก็แทบจะจูบกันอยู่แล้วจึงจะได้เห็น

มันอาจดึงสิ่งที่เราไม่เคยสัมผัสเลยของคนคนหนึ่งที่เราไม่เคยรู้จัก มาให้เราได้สัมผัส
อาจไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็เป็นบางส่วนที่อาจมากพอให้พอเข้าใจได้บ้าง

 

ว่ามันมีความหมายนะ

 

คิดไปก็ชวนให้นึกถึงนิยามของนวัตกรรมเหมือนกัน
บางทีแค่ลองกลับมาคำนึงถึงการให้ความหมายกับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นอีกครั้ง

สิ่งที่เราเคยมองว่าธรรมดา ก็อาจกลายเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน

American History I learned in TOEFL Class...

สงครามเวียดนามเป็นสงครามแรกที่ความจริงของสงครามถูกถ่ายทอดออกอากาศผ่านโทรทัศน์ อเมริกันชนในยุคนั้นนั่งอยู่หน้าทีวี

และได้เห็นภาพเด็กผู้หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่งวิ่งแก้ผ้าร้องไห้อยู่ในทุ่งหญ้า
ทันใดนั้น
ระเบิดก็ลอยลงมาจากเบื้องบน และทุกอย่างบนทุ่งหญ้านั้นก็หายสาปสูญไป...

 

คนเหล่านั้นยืนขึ้นและถามว่า
"คุณเรียกสิ่งนี้ว่าสงครามหรือ ?"

 

มองย้อนกลับมาในยุคปัจจุบัน อำนาจรัฐและการปิดกั้นสื่อ
ก็ดูจะเป็นการรักษาความชอบธรรมทางอ้อมให้กับสิ่งที่ไร้มนุษยธรรมเช่นสงครามเช่นกัน

"I've got something else, but it may not be for you."

by W.B. Yeats  
"Had I the heavens embroidered cloths,
"หากฉันมีผืนผ้างดงามดั่งสวรรค์สร้าง,

Enwrought with gold and silver light,
ถักทอด้วยแสงสีทองและเงินเงาระยับ,

The blue and the dim and the dark cloths of night and light and the half-light,
กับสีคราม สีหม่น และสีมืดของผืนผ้าแห่งรัตติกาล สายัณห์ และรุ่งอรุณ,

I would spread the cloths under your feet;
ฉันจะนำมากางแผ่ไว้ใต้ฝ่าเท้าของเธอ

But I, being poor, have only my dreams;
แต่ฉัน, เพียงยาจก, ฉันมีเพียงแค่ความฝัน

I have spread my dreams under your feet;
ฉันขอกางเอาความฝันแผ่ลงใต้ฝ่าเท้าของเธอ

Tread softly because you tread on my dreams."
ขอเธอจงก้าวย่างอย่างแผ่วเบา

เพราะเธอนั้น กำลังก้าวอยู่ บนความฝันของฉัน"

 

 

and Sir Ken Robinson adds:

And every day, everywhere, our children spread their dreams beneath our feet.
และในทุกวัน ทุกแห่งหน ลูกหลานของเราก็กำลังกางแผ่ความฝันของพวกเขาใต้ฝ่าเท้าเรา

 

 

And we should tread softly.
ขอเราจงก้าวย่างอย่างระมัดระวัง

 

 

ถ้า

ยุคสมัยที่เราตื่นตัวเรื่องทรัพยากร และต้องการอยากได้มือถือรุ่นใหม่กว่าเดิม เร็วขึ้นเรื่อยๆ

ความคิดไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า
ความต้องการในสิ่งใหม่ที่พ่อเราไม่ได้จำเป็นต้องมีและก็สามารถดำรงชีวิตมาได้ ก็เช่นกัน
ล้วนเกิดจากตัวแปรปัจจัยภายนอก

คีย์โน้ตของสตีฟ จ๊อบส์ กลุ่มเพื่อนที่แชทกันแต่ในบีบี ไอพอดของเพื่อนที่มีเกมสนุก

อาจเพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม
และนั่นคือทิศทางที่สังคมกำลังดำเนินไป

แล้วยุคสมัยที่สังคมตื่นตัวเรื่องทรัพยากรมันจะมาถึงไหม
หรือเราจะเดินหน้าไปแบบนี้ และหาจุดร่วม วิธีที่ยั่งยืน

ยากจะเดา
ใครเล่าจะรู้วันพรุ่งนี้
ย่ิงตัวแปรมนุษย์ที่ว่าสุดคาดเดา
หมู่มวลมนุษย์ยิ่งแล้วใหญ่

 

 

จริง ว่าตัวแปรหลักใหญ่ที่สุดตัวหนึ่ง ก็คือผู้ที่นำเอาเทคโนโลยีมาวางใส่ในมือผู้บริโภค
จิตใจที่ไล่ตามความสะดวกสบาย ปรัชญาของความศิวิไลซ์ที่แสนรุ่งเรืองสวยงาม
ไม่ได้มีความผิด, หากไม่ใช่ว่าหลับหูหลับตา ทำร้าย ทำลาย สิ่งที่หาคืนมาไม่ได้อย่างไม่สนในโชคชะตาของคนรุ่นต่อไป

 

 

ตัวแปรหลักใหญ่อีกอย่าง ก็คือจิตใจของผู้ที่คว้ารับเอาเทคโนโลยีนั้นมาไว้ในมือ
จิตใจนั้น หากมีความสามารถ นำพามันมาสร้างสรรค์สิ่งใดต่อได้
สิ่งใหม่นั้นย่อมมีความหมาย คุ้มกับการมีอยู่และทรัพยากรที่สูญหายไป

หากแต่ถ้าหลงมัวเมา เสียจนสิ่งที่มีในมือ ที่เคยมีความหมาย และยังมีประสิทธิภาพมากมาย จำต้องถูกทิ้งคว้าง
เพียงเพราะเราไม่อาจลดละกิเลส ทานทนเวลาต่อการเปลี่ยนผ่านจากสิ่งเก่าไปสิ่งใหม่ได้

 

ถ้ามีสิ่งนั้น
ถ้ามีสิ่งนี้

 

จิตใจรำ่ร้อง คร่ำครวญ
ลงไปดิ้นบนพื้น ร้องไห้ ยอแยราวเด็กน้อยที่ร้องต้องการของเล่น

 

หากคุณจำได้ ใบหน้าของพ่อแม่ที่มองและสั่งสอน
พูดกล่าวถึงของเล่นที่มีอยู่ที่บ้าน

 

พูดมาถึงตรงนี้ ก็อยากจะซ้อนภาพ ของเด็กผู้หญิง ที่เล่นกับดอกไม้ได้หลากวิธี
เธอทั้งวิ่งในไร่ของมัน เอาใบมาชิม มาเป่าเป็นเพลง มาถักทอเป็นสิ่งต่างๆ
คือจะบอกว่า การที่ตอนเด็กไม่ได้มีเลโก้เล่น มันก็ไม่ได้เศร้า

 

กลับมาที่คุณแม่คุณพ่อ
กับคำที่บอกว่า

 

ถ้ามีแค่นั้น
ถ้ามีแค่นี้

 

เรื่องราวคล้ายๆกับว่าเราจะไล่คว้าสิ่งใหม่นั้นไปตามกระแส
หรือสร้างสรรค์อะไร แค่ด้วยส่ิงที่เรามี

แด่

ความลึกของเวลา สติถึงสิ่งที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
ฉันที่ไม่เคยแยกขาดจากฉัน

ไม่ใช่จากสิ่งที่คนอื่นมองเข้ามา
แต่สิ่งที่ฉันเป็นมา
และรู้สึกออกไป

แค่เจตนา
ณ เวลานั้น
ที่ใช้วัดค่าได้

ไม้บรรทัดของคนหนึ่งคน
ที่ควรค่าจะมีไว้
วัดตัวเองในวันอื่น

หากวันไหนสั้นลง
ฉันจะได้มีโอกาสที่จะมอง
ตัวฉันด้วยสายตาของฉันเอง

pit fall

I want you to notice When I'm not around You're so fuckin' special I wish I was special

.

การยอมรับ คือส่ิงที่หลายคนวิ่งหาและไขว่คว้า
เราเองก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ามัน มีความสำคัญ มีหน้าที่ของมัน

แต่ผีเสื้อตัวนี้ก็เหมือนกับความรู้สึกอื่นๆ
มันบินหนี หากคุณวิ่งไล่

.

แล้วเราจะทำอย่างไร
ประดิษฐ์เครื่องดักจับผีเสื้อไหม

แล้วไอ้เครื่องที่ว่านี่มันเป็นยังไงกันนะ
อาจจะต้องเร่ิมด้วยการล่อผีเสื้อเข้ามา
อาจจะต้องจำลองกลิ่นเกสรดอกไม้
จากนั้นพอมันเข้ามาก็ปิดตาข่ายล้อมมันไว้
อื่มม หรือว่าทำทางเข้าที่เข้าได้อย่างเดียวออกไม่ได้ดี

แต่ไอ้ระบบปิดที่เกิดขึ้นหลังจากที่จับได้แล้วมันก็ดูแลผีเสื้อลำบาก
ผีเสื้อต้องการอาหารอะไร มีวิถีชีวิตยังไงเราก็ไม่ค่อยแน่ใจ
สงสัยจะต้องศึกษาเข้าไปดูอย่างละเอียดว่าในวงจรชีวิตของมันต้องการอะไรบ้าง

.

ไปกันใหญ่

แล้วทำไมไม่ปลูกดอกไม้ในใจเรา

ผีเสื้อก็เป็นผีเสื้อ มีวิถีชีวิตแบบผีเสื้อ
เราก็เป็นเรา มีวิถีชีวิตแบบเรา
จะไปจับมันมาเลี้ยงทำไม

 

หากรู้ว่ามันชอบดอกไม้ เราก็ปลูกดอกไม้
หากรู้ว่ามันชอบอากาศบริสุทธิ์ เราก็ไปอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์

 

พอเรามุ่งมั่นที่จะปลูกดอกไม้ ในสวนที่มีอากาศบริสุทธิ์ จนเกือบจะลืมนึกถึงผีเสื้อ

 

ปีกหลากสีของเธอก็กระพืองดงาม ผ่านไป แบบไม่ทันตั้งตัว จนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว

บนกิ่งไม้

บนกิ่งไม้ ก่อนหน้านั้น มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น แต่มันไม่สำคัญ
หรือถึงมันจะสำคัญ คุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้

แต่ตอนนี้
บนกิ่งไม้
นกตัวเล็ก และขนงอกใหม่ของเขา กำลังสั่นเทามองลงไปที่ความสูงเบื้องล่าง
อย่างที่คุณอาจจะเดาได้ หรืออาจจะไม่ได้เดา, เขาไม่เคยบิน, และกำลังจะเคย หรือไม่ก็ไม่เคยอีกเลย

free falling is scary.
he chills to his bones.

กระดูกกลวงเบาของนกน้อยคงพอให้เขากระพือปีกและบินได้ ตามที่เผ่าพันธุ์ของเขา (ที่มีชีวิตรอด, ส่วนใหญ่) ทำกัน
ก็แค่กระโดดออกไปแล้วก็กระพือปีก
ตกลงไปก็แค่ตาย
ยืนอยู่ตรงนั้น และไม่มีวันบินได้ สุดท้ายก็แค่รอเวลาแมวสักตัวจะปีนมาขย้ำกินอยู่ดี

ความตายก็คือความตาย ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เรามีคือระหว่างตอนนี้และตอนนั้น

โลกทั้งใบกว้างใหญ่นัก ใหญ่ชีวิตของนกตัวนี้ไม่รู้กี่เท่า ทำเอาดูไปนกตัวนี้กับเศษธุลีที่ใต้เท้าเขาก็ดูจะมีค่าเท่ากัน
แต่สำหรับนกน้อย โลกเล็กๆของเขา ก็มีความหมายแค่เท่าที่เขาเป็น และสัมผัสเข้าใจได้

 

สุดท้ายแล้วนกตัวนั้นเป็นอย่างไร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

แล้วคุณจะเอายังไง จะอยู่บนกิ่งไม้อีกนานไหม ?

2 years later

2 ปีต่อมา วันพีซก็สองปีต่อมา นารุโตะก็สองปีต่อมา บอร์นซูพรีมเมซี่ก็สองปีต่อมา

ทำไมการเล่าเรื่องข้ามไปมักจะใช้คำว่าสองปีต่อมา ?

ระยะเวลาสองปีมีความหมายได้แค่ไหน ช่วงเวลาจากจุดเปลี่ยนหนึ่งไปจุดเปลี่ยนหนึ่ง
เรื่องเล่าที่เล่าข้ามได้ ความน่าสนใจตัวละครที่เคยเห็นดำเนินไปในอะไรสักอย่างถึงสองปีโดยที่เราไม่รู้แน่ชัด

สองปีที่แล้วเวลาประมาณนี้ ผมก็คิดแบบทีสิสอยู่อย่างสนุกสนาน (โคดๆ)
ผ่านมาสองปีแล้ว สองปีต่อมาจากคุกความคิดในโรงเรียน
มาสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในบ้านหลังเดิมในวินาทีนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็ดูจะมีมากมาย
แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนเท่าไรหรอกก็ได้ในเวลาเดียวกัน

จบภาคหนึ่งของเรื่องราว
ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยในหลักสูตรที่ไม่ทรมานจิตใจเท่าสถาปัตยกรรมศาสตร์มันก็เรียกได้ว่ามาได้ครึ่งทางแล้ว
ครึ่งหลักสูตรวิชาชีพ ในโรงเรียนที่ชื่อว่าโลก

ตอนนี้ก็อาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่จะลงชื่อ ลงทะเบียน ใส่ความตั้งใจลงไป
ลงเรียนภาคการศึกษาหน้า

ในวิชาใหม่ ที่คราวนี้เข้าใจแล้ว
ว่าจะได้เรียนอะไร

 

I just can't wait til my 10 year reunion.